⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1918-1919/2527

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1918-1919/2527

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฟ้องคดีโดยอาศัยเหตุจากการเลิกจ้างที่เป็นมูลเดียวกันกับคดีก่อนที่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ถือเป็นฟ้องซ้ำ ต้องห้ามตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

หลังจากถูกจำเลยเลิกจ้าง โจทก์ได้ฟ้องเรียกค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าที่จ่ายไม่ถูกต้องจากจำเลยศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยเพิ่มและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ คดีถึงที่สุดแล้วโจทก์มาฟ้องคดีนี้เรียกค่าเสียหายอ้างเหตุว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 31 เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมดังนี้ เป็นการฟ้องโดยอาศัยเหตุจากการเลิกจ้างของจำเลยเป็นมูล ซึ่งเหตุนี้โจทก์อาจยกขึ้นได้เมื่อฟ้องจำเลยในคดีก่อนแต่มิได้ ฟ้องรวมไปในคราวเดียวกันกลับยกขึ้นฟ้องในภายหลังจึงเป็นฟ้องซ้ำ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.148 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.582 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.8 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.49 พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม.31 พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม.124

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างประจำของจำเลย และเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานฯ สหภาพแรงงานฯ ได้ยื่นข้อเรียกร้องให้มีการกำหนดข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างต่อจำเลย ขณะอยู่ในระหว่างการเจรจาข้อเรียกร้อง จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์ อ้างว่าการปฏิบัติงานของโจทก์ที่ผ่านมาไม่เป็นที่น่าพอใจ เนื่องจากมีการหยุดงานสม่ำเสมอเข้าหลักเกณฑ์ตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างซึ่งไม่เป็นความจริง โจทก์เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องซึ่งอยู่ในระหว่างการเจรจา ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 31 จำเลยเลิกจ้างไม่ได้ทั้งเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมด้วย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่มีงานทำ และโจทก์ยังมีสิทธิได้รับโบนัสมีสิทธิได้รับรางวัลการทำงานนานเป็นทองคำโจทก์ทวงถามค่าเสียหายแล้ว จำเลยเพิกเฉย ขอให้ศาลบังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ย จำเลยให้การว่า จำเลยเลิกจ้างเพราะโจทก์ไม่สามารถปฏิบัติงานได้ตามมาตราฐานที่จำเลยและสหภาพแรงงานฯ ได้ทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างกันไว้ ขณะจำเลยเลิกจ้างโจทก์คงโต้แย้งคัดค้านเฉพาะว่าจำเลยจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าไม่ถูกต้องเท่านั้นก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์เคยฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลาง เรียกร้องให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเพิ่มจากที่จำเลยจ่ายให้เมื่อเลิกจ้างคดีดังกล่าวถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยเพิ่มแก่โจทก์ โจทก์มาฟ้องคดีนี้อีกจึงเป็นฟ้องซ้ำ ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องเป็นการกล่าวอ้างตามอำเภอใจและไม่ใช่ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจริง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดรวมทั้งดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกร้องมา และขอตัดฟ้องว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยมิได้ไปร้องกล่าวหาจำเลยต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ก่อน จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้องโจทก์ ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้ำ โจทก์มีสิทธิฟ้องคดีนี้ได้โดยไม่จำเป็นต้องร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ก่อน การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 31แต่จำเลยเลิกจ้างเพราะโจทก์ลาป่วยอยู่สม่ำเสมอ เป็นการเลิกจ้างโดยมีสาเหตุที่มีผลงานไม่เป็นที่พอใจของจำเลยและเป็นการเลิกจ้างตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง จึงมิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม พิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวนหนึ่งให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ย โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า หลังจากจำเลยเลิกจ้างโจทก์แล้วโจทก์ได้ฟ้องเรียกร้องค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ไม่ถูกต้องจากจำเลย ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยเพิ่มแก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ย และให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ย ศาลฎีกาพิพากษาแก้จำนวนค่าชดเชยที่ให้จำเลยจ่ายแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์มาฟ้องคดีนี้อีก ถึงแม้จะเป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายโดยอ้างเหตุว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 31 และเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมก็ตาม แต่ก็เป็นการฟ้องโดยอาศัยเหตุจากการเลิกจ้างของจำเลยเป็นมูล เหตุดังกล่าวนี้โจทก์อาจยกขึ้นและฟ้องจำเลยได้เมื่อฟ้องจำเลยตามคดีก่อนของศาลแรงงานกลางแล้ว แต่โจทก์ก็มิได้ฟ้องรวมไปในความเดียวกันกลับยกขึ้นมาฟ้องในภายหลัง จึงเป็นฟ้องซ้ำ คดีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์และจำเลยต่อไป พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1918 - 1919/2527 นางสวาท ช้างเจริญ โจทก์ บริษัทโรงงานทอผ้ากรุงเทพ จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสวาท ช้างเจริญ · จำเลย - บริษัทโรงงานทอผ้ากรุงเทพ จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ไพศาล สว่างเนตร · ขจร หะวานนท์ · วรา ไวยหงษ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2354/2566ฎีกา 1968/2533ฎีกา 26/2524ฎีกา 4742/2553ฎีกา 1941/2536ฎีกา 945/2504ฎีกา 1030/2509ฎีกา 1961/2543ฎีกา 3555/2528ฎีกา 4549/2540ฎีกา 4991/2552ฎีกา 1228/2539ฎีกา 2093/2532ฎีกา 859/2527ฎีกา 6252/2540ฎีกา 2606-2616/2529ฎีกา 1592/2521ฎีกา 218/2481ฎีกา 3895/2533ฎีกา 265/2534ฎีกา 15617/2558ฎีกา 2411-2415/2529ฎีกา 3041/2531ฎีกา 82/2512
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา