⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1924/2527

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1924/2527

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การแก้ไขอัตราโทษจำคุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 หมายถึงอัตราโทษจำคุกอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ไม่ใช่อัตราโทษจำคุกอย่างสูงที่ศาลลงแก่จำเลย

ย่อคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยฐานเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์ จำคุก กระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 13 กระทง เป็นจำคุก 43 ปี 4 เดือน ศาลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลยเบียดบังทรัพย์ รายเดียวกัน ลงโทษตามบทเดิม เท่าเดิม แต่แก้เป็น14 กระทง รวมเป็นจำคุก 46 ปี 8 เดือนดังนี้ เป็นการแก้ไขเล็กน้อยต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหา ข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 คำว่า 'อัตราโทษ' ตามที่บัญญัติไว้ในอนุมาตราต่างๆ ของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ที่แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2526 นั้นหมายถึงอัตราโทษจำคุกอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้หาได้หมายถึงอัตราโทษจำคุกอย่างสูงที่ศาลลงแก่จำเลยไม่ (วรรคสองวินิจฉัยโดยการประชุมใหญ่ครั้งที่ 7/2527)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.218 ประมวลกฎหมายอาญา ม.3 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2526 ม.4

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการรักษาเงินของทางราชการตลอดจนเบิกจ่ายเงิน จำเลยได้เบียดบังเงินของราชการในหน้าที่ของจำเลยไปโดยทุจริตรวม 14 ครั้ง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายด้วย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 วางโทษจำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 13 กระทง ลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุก 43 ปี 4 เดือน ให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหาย โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยกระทำผิดรวม 14 กรรม ลงโทษและลดโทษแต่ละกรรมในอัตราเดียวกับศาลชั้นต้น รวมเป็นโทษจำคุก 46 ปี8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในการพิจารณาว่าคดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่นั้น ถือหลักว่าต้องแยกพิจารณาโทษแต่ละกระทงเป็นเกณฑ์ คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยฐานเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์ โดยจำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 13 กระทง เป็นจำคุก 43 ปี 4 เดือน ศาลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลยเบียดบังทรัพย์รายเดียวกัน ลงโทษตามบทเดิมและเท่าเดิมจำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน แต่แก้เป็น 14 กระทง รวมเป็นจำคุก 46 ปี 8 เดือนเป็นการแก้ไขเล็กน้อย คู่ความจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จำเลยฎีกาว่าพยานหลักฐานโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำผิด เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาวินิจฉัยให้ไม่ได้ อนึ่ง ตามที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา(ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2526 ออกใหม่ระหว่างฎีกาแก้ไขมาตรา 91 เรื่องกำหนดโทษจำคุกในกรณีรวมโทษทุกกระทงเสียใหม่นั้น ศาลฎีกาได้พิจารณาปัญหาเรื่องรวมโทษทุกกระทงในคดีนี้แล้ว มีมติโดยที่ประชุมใหญ่ว่า คำว่า "อัตราโทษ"ตามที่บัญญัติไว้ในอนุมาตราต่าง ๆ ของมาตรา 91 ที่แก้ไขใหม่นั้น หมายถึงอัตราโทษจำคุกอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ หาได้หมายถึงอัตราโทษจำคุกอย่างสูงที่ศาลลงแก่จำเลยไม่ โดยที่ความผิดกระทงหนักที่สุดของจำเลยคดีนี้คือความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 มีโทษจำคุกอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกถึงตลอดชีวิต กรณีจึงต้องด้วยมาตรา 91(3)ซึ่งอาจรวมโทษจำคุกจำเลยทุกกระทงได้ถึง 50 ปี ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์รวมโทษจำคุกจำเลยทุกกระทงในคดีนี้ไว้ทั้งสิ้น 46 ปี 8 เดือน ตามมาตรา 91เดิมจึงยังไม่เกินกำหนดที่มาตรา 91(3) ที่แก้ไขใหม่ได้บัญญัติไว้ พิพากษาให้ยกฎีกาของจำเลย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1924/2527 พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี โจทก์ นายจิราวุส กลั่นทิพย์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี · จำเลย - นายจิราวุส กลั่นทิพย์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ทวี กสิยพงศ์ · ดุสิต วราโห · พิพัฒน์ จักรางกูร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7570/2541ฎีกา 99/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 7722/2544ฎีกา 1588/2479ฎีกา 2165/2531ฎีกา 4180/2548ฎีกา 10648/2554ฎีกา 5305/2539ฎีกา 1268/2515ฎีกา 4276/2534ฎีกา 1699/2525ฎีกา 1715/2545ฎีกา 1638/2492ฎีกา 6355/2544ฎีกา 1875/2547ฎีกา 6416/2541ฎีกา 2963/2535ฎีกา 8297/2540ฎีกา 2766/2546ฎีกา 8833/2554ฎีกา 3864/2546ฎีกา 51/2502ฎีกา 11/2539
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา