⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2482/2527

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2482/2527

ป.อาญา ม.137, 172, 173 · ป.วิ.อาญา ม.15, 165

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* การอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องทำโดยชัดแจ้ง ไม่ใช่เพียงคำสั่ง "รับเป็นอุทธรณ์" * ศาลอุทธรณ์ต้องไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงที่กฎหมายห้ามไว้ * เอกสารราชการที่พยานได้รับรองความถูกต้องแล้ว สามารถใช้ประกอบการถามค้านพยานได้

ย่อคำพิพากษา

ผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีในศาลชั้นต้นและเป็นผู้ลงชื่อในคำพิพากษาด้วยได้มีคำสั่งในคดีซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงว่า"รับเป็นอุทธรณ์ของโจทก์" เพียงเท่านี้ไม่มีข้อความอื่นใดที่พอจะให้เข้าใจได้ว่าเป็นการอนุญาตให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ตรี จึงฟังไม่ได้ว่าได้มีการอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 242 มาใช้บังคับในการพิจารณาคดีอาญาได้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏในชั้นศาลอุทธรณ์ว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ ศาลอุทธรณ์ย่อมไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อเท็จจริงของโจทก์ได้ เอกสารที่ทนายจำเลยใช้ถามค้านพยานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง พยานโจทก์ได้ตรวจดูและรับรองความถูกต้องบางส่วน ทั้งเป็นเอกสารราชการที่มีเจ้าหน้าที่รับรองความถูกต้องแล้ว จำเลยมีอำนาจที่จะส่งศาลประกอบการถามค้านได้ ไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่จำเลยนำพยานเข้าสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ดังนี้ ศาลย่อมรับฟังประกอบการพิจารณาได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.165 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.242 ประมวลกฎหมายอาญา ม.137 ประมวลกฎหมายอาญา ม.172 ประมวลกฎหมายอาญา ม.173

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.165 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.242 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.137 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๘๔,๘๖, ๑๓๗, ๑๗๒, ๑๗๓ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีโจทก์ไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฎีกาว่าที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อเท็จจริงของโจทก์โดยอ้างว่าต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๙๓ ทวิ ไม่ถูกต้องเพราะผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีนี้ในศาลชั้นต้นและเป็นผู้ลงชื่อในคำพิพากษาด้วยสั่งว่า "รับเป็นอุทธรณ์ของโจทก์" ซึ่งมีผลเท่ากับอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงแล้วตาม มาตรา ๑๙๓ ตรี ศาลอุทธรณ์ต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริงของโจทก์นั้น เห็นว่า มาตรา ๑๙๓ ตรี บัญญัติว่า"ในคดีซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา ๑๙๓ ทวิ ถ้าผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้น พิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์ และอนุญาตให้อุทธรณ์ก็ให้รับอุทธรณ์นั้นไว้พิจารณาต่อไป" ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำสั่งของศาลชั้นต้นซึ่งสั่งในคำฟ้องอุทธรณ์ "รับเป็นอุทธรณ์ของโจทก์" เพียงเท่านี้ไม่มีข้อความอื่นใดที่พอจะให้เข้าใจว่าเป็นการอนุญาตให้อุทธรณ์ตามมาตรา ๑๙๓ ตรี จึงฟังไม่ได้ว่าผู้พิพากษาที่พิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้อนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ที่โจทก์ฎีกาว่าเมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์แล้วศาลอุทธรณ์ต้องวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงในอุทธรณ์ของโจทก์ เพราะผู้มีสิทธิรับอุทธรณ์หรือไม่อยู่ที่ศาลชั้นต้นไม่ใช่ศาลอุทธรณ์นั้นเห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๔๒ บัญญัติว่า "เมื่อศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนความเสร็จแล้ว ให้ศาลอุทธรณ์ชี้ขาดตัดสินอุทธรณ์ประการหนึ่งประการใดในสี่ประการนี้ (๑) ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่าอุทธรณ์นั้นต้องห้ามตามกฎหมายก็ให้ยกอุทธรณ์นั้นเสียโดยไม่ต้องวินิจฉัยในประเด็นแห่งอุทธรณ์ ฯลฯ" ซึ่งบทบัญญัติในทำนองดังยกขึ้นอ้างนี้มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาโดยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๒ มาใช้บังคับในการพิจารณาคดีอาญาได้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏในศาลอุทธรณ์ว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๙๓ ทวิ และไม่ได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์ได้ตาม มาตรา ๑๙๓ ตรี ศาลอุทธรณ์ย่อมไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อเท็จจริงของโจทก์ได้ โจทก์ฎีกาข้อสุดท้ายว่า ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจรับฟังพยานเอกสารหมาย ล.๑ ที่จำเลยอ้างเป็นพยานประกอบการพิจารณาในชั้นไต่สวนมูลฟ้องไม่ชอบนั้น คดีมีปัญหาว่าเอกสารหมาย ล.๑ เป็นพยานที่จำเลยนำเข้าสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าเมื่อโจทก์นำนายประสิทธิ์เข้าสืบ ทนายโจทก์ซักถามพยานปากนี้เบิกความถึงเรื่องที่จำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ ๑ ได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาลพหลโยธินให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ที่ ๑ และโจทก์ที่ ๒ ในข้อหาร่วมกันออกเช็คโดยเจตนาจะมิให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น ข้อความที่ร้องทุกข์ปรากฏตามภาพถ่ายเอกสารหมาย จ.๔ซึ่งเป็นภาพถ่ายเอกสารรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีของสถานีตำรวจนครบาลพหลโยธินประจำวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๒๔ ข้อที่โจทก์ขอถ่ายมาจากศาลแพ่งเพราะจำเลยที่ ๑ ส่งภาพถ่ายเอกสารนี้เป็นพยานในคดีแพ่งจำเลยที่ ๑ เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นจำเลย ในการตอบคำถามค้านพยานตอบว่า เอกสารหมาย จ.๔นี้จะมีข้อความครบถ้วนหรือไม่ ไม่ทราบ ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่าในเอกสารหมาย ๔มีข้อ ๙ ต่อจากข้อ ๘ แต่ข้อความในข้อ ๙ ไม่ได้ถ่ายภาพให้ปรากฏ ทนายจำเลยจึงให้พยานภาพถ่ายเอกสารหมาย ล.๑ ซึ่งเป็นภาพถ่ายเอกสารรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีของสถานีตำรวจนครบาลโยธิน ประจำวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๒๔ เช่นกันพยานดูแล้วเบิกความมีข้อความในข้อ ๘ ตรงกับภาพถ่ายเอกสารหมาย จ.๔แต่ในภาพถ่ายเอกสารหมาย จ.๔ มีข้อ ๙ (หมายถึงไม่มีข้อความในข้อ ๙) เห็นว่าภาพถ่ายเอกสารหมาย จ.๔ และภาพถ่ายเอกสารหมาย ล.๑ ถ่ายมาจากต้นฉบับเอกสารฉบับเดียวกัน ต่างกันเพียงว่าในภาพถ่ายเอกสารหมาย จ.๔ ไม่ได้ถ่ายภาพให้ปรากฏข้อความในข้อ ๙ ย่อมถือว่าเป็นเอกสารฉบับเดียวซึ่งพยานได้เบิกความรับรองความถูกต้องข้อความในข้อ ๘ แล้ว การที่ทนายจำเลยถามนั้นเพื่อแสดงให้ปรากฏว่าในภาพถ่ายเอกสารหมาย จ.๔ ที่มีข้อ ๙ อยู่แต่ไม่ปรากฏข้อความนั้นข้อความในข้อ ๙ มีอย่างไรอันเป็นข้อความที่ต่อเนื่องมาจากข้อความในข้อ ๘ นั้นเห็นว่าเป็นการถามค้านของทนายจำเลยเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าวข้างต้น ไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่จำเลยนำพยานเข้าสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง และภาพถ่ายเอกสารหมาย ล.๑มีเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจรับรองว่าเป็นภาพถ่ายอันถูกต้องตรงกับต้นฉบับแม้พยานจะไม่รับรองความถูกต้องข้อความในข้อ ๙ เมื่อเป็นเอกสารราชการก็เป็นอำนาจของศาลที่จะนำมาปะกอบการพิจารณาได้ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2482/2527 ห้างหุ้นส่วนจำกัด สยามผลิตภัณฑ์เครื่องไฟฟ้า กับพวก โจทก์ บริษัทบอร์เนียว (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ห้างหุ้นส่วนจำกัด สยามผลิตภัณฑ์เครื่องไฟฟ้า กับพวก · จำเลย - บริษัทบอร์เนียว (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ยนต์ พิรวินิจ · อุดม บรรลือสินธุ์ · พจน์ บุญเลี้ยง
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญา - นายนิธิ ไธแสง · ศาลอุทธรณ์ - นายสุนทร จันทรศักดิ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1034/2480ฎีกา 1632/2479ฎีกา 5119/2530ฎีกา 1367/2550ฎีกา 370/2556ฎีกา 6047/2550ฎีกา 12/2543ฎีกา 294/2517ฎีกา 244/2535ฎีกา 747/2542ฎีกา 9066/2559ฎีกา 2302/2523ฎีกา 448/2518ฎีกา 108/2546ฎีกา 162-163/2506ฎีกา 1208/2542ฎีกา 1544/2524ฎีกา 2103/2511ฎีกา 6586/2557ฎีกา 3716/2567ฎีกา 8426/2559ฎีกา 4512/2531ฎีกา 552/2514ฎีกา 8611/2553
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา