⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2302/2523

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2302/2523

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* การที่เจ้าพนักงานทำเอกสารราชการโดยกรอกข้อความไม่ตรงกับความจริง แต่เอกสารนั้นเป็นเอกสารที่เจ้าพนักงานได้ทำขึ้นตามอำนาจหน้าที่ ไม่ถือเป็นเอกสารปลอม แต่เป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน * ผู้พิพากษาเป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจสั่งคำร้องขอปล่อยชั่วคราว และมีอำนาจบังคับตามสัญญาประกัน การแจ้งความเท็จต่อผู้พิพากษาเพื่อให้ตนพ้นจากความผิดตามสัญญาประกัน เป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน * ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยฐานละเมิดอำนาจศาลได้โดยไม่ต้องมีโจทก์ฟ้อง และสิทธิฟ้องคดีอาญาของโจทก์ไม่ระงับไป

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 2 เป็นสารวัตรกำนันปฏิบัติหน้าที่แทนกำนันเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ออกสำเนาทะเบียนบ้านว่าย้ายออกและมีหน้าที่ทำ กรอกข้อความ ลงในมรณบัตรตามอำนาจหน้าที่โดยลงชื่อจำเลยที่ 2 ในช่องนายทะเบียน ผู้รับแจ้ง มรณบัตรและสำเนาทะเบียนบ้านดังกล่าวจึงเป็นเอกสารที่แท้จริงที่ จำเลยที่ 2 ทำขึ้น แม้ข้อความในมรณบัตรและสำเนาทะเบียนบ้านไม่ตรงกับ ความจริง ก็ไม่ทำให้เป็นเอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา161 แต่เป็นความผิดตาม มาตรา 162 คำร้องขอให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวจะต้องยื่นต่อศาลชั้นต้นที่ชำระคดี คำว่า 'ศาล' หมายถึงผู้พิพากษาที่มีอำนาจทำการอันเกี่ยวกับคดีอาญา ผู้พิพากษาจึงมีอำนาจหน้าที่วินิจฉัยสั่งคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยชั่วคราว ตลอดจนการบังคับตามสัญญาประกันในกรณีที่ผิดสัญญา จึงเป็น เจ้าพนักงานตามกฎหมาย การที่จำเลยยื่นคำร้องเท็จว่า ส. ถึงแก่กรรมเป็นการร้องเพื่อให้พ้นจากความผิดตามสัญญาประกัน จึงเป็นการแจ้ง ความเท็จต่อเจ้าพนักงาน ศาลลงโทษจำเลยฐานละเมิดอำนาจศาล เพราะประพฤติตน ไม่ เรียบร้อยในบริเวณศาล เป็นการลงโทษตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 31(1),33 โดยไม่มีโจทก์ฟ้อง สิทธินำคดีมาฟ้องของโจทก์จึงไม่ระงับไปโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลย ในข้อหาฐานแจ้งความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.39 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.33 ประมวลกฎหมายอาญา ม.137 ประมวลกฎหมายอาญา ม.162 ประมวลกฎหมายอาญา ม.264

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นเจ้าพนักงานทำมรณบัตรปลอม โดยจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้สนับสนุนตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 161 จำคุกจำเลยที่ 2 ไว้ 3 ปี จำเลยที่ 1, 3, 4 คนละ 2 ปี และลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฐานใช้เอกสารปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 265, 268 จำคุกคนละ 1 ปี ข้อหาอื่นยก ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 จำคุกคนละ 6 เดือน ยกฟ้องโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในข้อหาสนับสนุนการทำเอกสารเท็จและใช้เอกสารปลอม โจทก์ จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ทางพิจารณาฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 ที่ 4 และนางเสี่ยง ไพงาม ร่วมกันทำสัญญาประกันตัวนายสิงห์ สอนนอก ต่อศาลจังหวัดนครราชสีมา (อำเภอบัวใหญ่) ซึ่งถูกฟ้องในข้อหาชิงทรัพย์ ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 41/2520 นายสิงห์หลบหนีไม่ไปฟังคำพิพากษากำหนดนัดจำเลยที่ 2 เป็นสารวัตรกำนันร่วมกับจำเลยที่ 1 ออกมรณบัตรว่า นายสิงห์ถึงแก่กรรมมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2519 และออกสำเนาทะเบียนบ้านว่า นายสิงห์ย้ายออกจากบ้าน วันที่ 22 ธันวาคม 2519 จำเลยที่ 3 และที่ 4 ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดนครราชสีมา (อำเภอบัวใหญ่) ว่า นายสิงห์ถึงแก่กรรมโดยส่งสำเนาทะเบียนบ้านและมรณบัตรพร้อมคำร้อง ศาลจังหวัดนครราชสีมา(อำเภอบัวใหญ่) ไต่สวนแล้วปรากฏว่า นายสิงห์ไม่ได้ถึงแก่กรรม จึงมีคำสั่งลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 4 คนละ 6 เดือน จำเลยที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีถึงที่สุด" ฯลฯ "ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีความผิดฐานใช้เอกสารปลอมนั้น ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 มีตำแหน่งเป็นสารวัตรกำนัน ปฏิบัติหน้าที่แทนกำนันซึ่งเป็นนายทะเบียน เป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 2 มรณบัตรและสำเนาทะเบียนบ้านเป็นเอกสารที่แท้จริงของจำเลยที่ 2 ไม่ใช่เอกสารปลอม โจทก์ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ดังกล่าว และโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย มีหน้าที่ทำเอกสาร กรอกข้อความลงในเอกสารกระทำการปลอมเอกสารโดยอาศัยโอกาสที่มีหน้าที่ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ปลอมมรณบัตรโดยกรอกข้อความว่า นายสิงห์ สอนนอก ถึงแก่ความตาย และข้อความอื่น ๆ ลงชื่อจำเลยที่ 2 ในช่องนายทะเบียนผู้รับแจ้ง และเติมข้อความลงในสำเนาทะเบียนบ้านว่าย้ายออก เมื่อปรากฏว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ออกสำเนาทะเบียนบ้านว่า ย้ายออก และมีหน้าที่ทำ กรอกข้อความลงในมรณบัตรตามอำนาจหน้าที่โดยลงชื่อจำเลยที่ 2 ในช่องนายทะเบียนผู้รับแจ้งมรณบัตรและสำเนาทะเบียนบ้านดังกล่าวจึงเป็นเอกสารที่แท้จริงที่จำเลยที่ 2 ทำขึ้น แม้ข้อความในมรณบัตรและสำเนาทะเบียนบ้านไม่ตรงกับความจริงก็ไม่ทำให้เป็นเอกสารปลอม เมื่อมรณบัตรและสำเนาทะเบียนบ้านไม่ใช่เอกสารปลอมแล้วการที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 นำไปยื่นต่อศาลจังหวัดนครราชสีมา (อำเภอบัวใหญ่) ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 41/2520 จึงไม่มีความผิดฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 และเมื่อฟังว่ามรณบัตรซึ่งจำเลยที่ 2 ทำขึ้นไม่ใช่เอกสารปลอมแล้ว ดังนี้จำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 และจำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 ประกอบด้วยมาตรา 86 ซึ่งเหตุดังกล่าวเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดีจึงมีผลไปถึงจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งมิได้อุทธรณ์ฎีกาด้วย ปัญหาที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกาว่า ผู้พิพากษาที่พิจารณาคำร้องอยู่ในฐานะที่เป็นศาล ไม่ใช่เจ้าพนักงาน และเมื่อลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ฐานละเมิดอำนาจศาลแล้วจะลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 อีกไม่ได้เพราะเป็นความผิดกรรมเดียวกันนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า คำร้องขอให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวจะต้องยื่นต่อศาลชั้นต้นที่ชำระคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 106 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2522 มาตรา 3 ซึ่งคำว่าศาล หมายความถึงผู้พิพากษาที่มีอำนาจทำการอันเกี่ยวกับคดีอาญาตามมาตรา 2(1) ผู้พิพากษาจึงมีอำนาจหน้าที่วินิจฉัยสั่งคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวตลอดจนการบังคับตามสัญญาประกันในกรณีที่ผิดสัญญา ฉะนั้น ผู้พิพากษาจึงเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายในเรื่องที่เกี่ยวกับการปล่อยจำเลยชั่วคราว การที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ยื่นคำร้องเท็จว่า นายสิงห์ถึงแก่กรรม เป็นการร้องเพื่อให้พ้นจากความรับผิดตามสัญญาประกัน จึงเป็นการแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานส่วนการที่ศาลจังหวัดนครราชสีมา (อำเภอบัวใหญ่) มีคำสั่งลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 41/2520 นั้น เป็นการลงโทษเพราะประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31(1), 33 โดยไม่มีโจทก์ฟ้อง สิทธินำคดีมาฟ้องของโจทก์คดีนี้ไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(4) โจทก์จึงฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในข้อหาฐานแจ้งความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ได้ ฎีกาโจทก์จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นว่า จำเลยที่ 1 ผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 ประกอบด้วยมาตรา 86 จำคุก 2 ปีจำเลยที่ 2 ผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 จำคุก 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์" ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2302/2523 อัยการนครราชสีมา โจทก์ นายเฉลียว เจนกลาง กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - อัยการนครราชสีมา · จำเลย - นายเฉลียว เจนกลาง กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ไพบูลย์ เพียรรู้จบ · วิถี ปานะบุตร · อำนัคฆ์ คล้ายสังข์
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1656/2512ฎีกา 19406/2555ฎีกา 1124/2496ฎีกา 313/2526ฎีกา 1680/2532ฎีกา 7281/2537ฎีกา 1979/2521ฎีกา 4048/2528ฎีกา 284/2507ฎีกา 1499/2531ฎีกา 5138/2537ฎีกา 801/2503ฎีกา 70/2489ฎีกา 3535/2528ฎีกา 9076/2558ฎีกา 581/2527ฎีกา 2379/2565ฎีกา 4547/2530ฎีกา 4541/2550ฎีกา 3112/2539ฎีกา 492/2509ฎีกา 178/2494ฎีกา 8404/2540ฎีกา 2927/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา