⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 552/2514

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 552/2514

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าหน้าที่รัฐ จะต้องเป็นข้อความที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐหรือสาธารณชน จึงจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นผู้จัดการโรงเรียนและเป็นผู้กำกับนักศึกษาวิชาทหารพิเศษจำเลยได้แจ้งข้อความอันจำเลยรู้อยู่ว่าเป็นเท็จแก่เจ้าหน้าที่กรมการรักษาดินแดน โดยได้บันทึกรับรองในใบสมัครเข้ารับการฝึกวิชาทหารของผู้มีชื่อ 4 ราย ว่าผู้มีชื่อทั้งสี่กำลังศึกษาอยู่ที่โรงเรียนดังกล่าว ซึ่งไม่เป็นความจริงการกระทำของจำเลยอาจทำให้กรมการรักษาดินแดน ป. เจ้าของกรรมสิทธิ์โรงเรียนดังกล่าวร่วมกับจำเลยและประชาชนเสียหายขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ดังนี้ การกระทำของจำเลยตามฟ้องมิได้พาดพิงถึงตัว ป. หรือกรรมสิทธิ์ในโรงเรียนซึ่ง ป. เป็น เจ้าของร่วม ในประการที่จะทำให้ ป. เสียหาย ป. จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย และไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับผู้ว่าคดี

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.28 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.30 ประมวลกฎหมายอาญา ม.137

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและเพิ่มเติมฟ้องว่า จำเลยเป็นผู้จัดการโรงเรียนอนุสรณ์พาณิชย์และเป็นผู้กำกับนักศึกษาวิชาทหารพิเศษ จำเลยได้แจ้งข้อความอันจำเลยรู้อยู่เป็นเท็จแก่พันเอกสงัดเจ้าพนักงานกรมการรักษาดินแดนว่านายชัยณรงค์ นายบวร นายภูมิพรหม และนายวิรัช กำลังศึกษาอยู่ที่โรงเรียนดังกล่าวโดยบุคคลทั้งสี่นี้ได้ยื่นใบสมัครเข้ารับการฝึกวิชาทหารต่อเจ้ากรมการรักษาดินแดนและกล่าวในใบสมัครว่ากำลังศึกษาอยู่ที่โรงเรียนและผู้กำกับนักศึกษาวิชาทหารพิเศษ ได้บันทึกรับรองในใบสมัครของบุคคลทั้งสี่ว่าเป็นความจริงตามที่บุคคลทั้งสี่กล่าวในใบสมัครความจริงขณะยื่นใบสมัคร บุคคลทั้งสี่มิได้กำลังศึกษาอยู่ที่โรงเรียนดังกล่าว เป็นเหตุให้กรมการรักษาดินแดนรับบุคคลทั้งสี่เข้าฝึกวิชาทหาร การกระทำของจำเลยเป็นไปโดยประการที่ยังประโยชน์แก่บุคคลทั่วไปให้ได้รับการยกเว้นว่าด้วยการรับราชการทหารอาจทำให้กรมการรักษาดินแดนพลตำรวจตรีปั้น โชติกะพุกณะเจ้าของกรรมสิทธิ์โรงเรียนดังกล่าวร่วมกับจำเลยและประชาชนเสียหาย ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๗ จำเลยให้การปฏิเสธ ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าเป็นผู้เสียหาย ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับผู้ว่าคดี ศาลชั้นต้นเห็นว่า ผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมายไม่มีสิทธิขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมให้ยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยตามฟ้องมิได้พาดพิงถึงตัวผู้ร้องหรือกรรมสิทธิ์ในโรงเรียนซึ่งผู้ร้องเป็นเจ้าของร่วม ในประการที่จะทำให้ผู้ร้องเสียหาย ผู้ร้องจึงไม่ใช่ผู้เสียหายในกรณีนี้ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 552/2514 ผู้ว่าคดีศาลแขวงพระนครเหนือ โจทก์ นางอาภรณ์ ศาสนภักดี จำเลย พลตำรวจตรีปั้น โชติกะพุกกณะ ผู้ร้อง

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ผู้ว่าคดีศาลแขวงพระนครเหนือ · จำเลย - นางอาภรณ์ ศาสนภักดี · ผู้ร้อง - พลตำรวจตรีปั้น โชติกะพุกกณะ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)กฤษณ์ โสภิตกุล · ศริ มลิลา · วิกรม เมาลานนท์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแขวงพระนครเหนือ - นายสง่า ผลฉาย · ศาลอุทธรณ์ - นายชุ่ม สุนทรชัย
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1917/2559ฎีกา 8080/2538ฎีกา 1974/2497ฎีกา 313/2526ฎีกา 618/2568ฎีกา 730/2486ฎีกา 4225/2559ฎีกา 754/2486ฎีกา 2252/2560ฎีกา 1228/2510ฎีกา 4048/2528ฎีกา 11720/2555ฎีกา 284/2507ฎีกา 1499/2531ฎีกา 389/2542ฎีกา 323/2510ฎีกา 5138/2537ฎีกา 2794/2516ฎีกา 581/2527ฎีกา 276/2520ฎีกา 1813/2531ฎีกา 45/2484ฎีกา 10552/2553ฎีกา 3620/2566
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา