⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1367/2550

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1367/2550

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การรับฟังพยานบอกเล่าต้องมีพยานหลักฐานอื่นประกอบ หากไม่มีพยานหลักฐานอื่นประกอบ พยานบอกเล่าจะไม่มีน้ำหนักรับฟังได้

ย่อคำพิพากษา

นับแต่เวลาที่จำเลยที่ 5 เข้าแย่งมีดจากผู้ตาย จนกระทั่งผู้ตายถูกจำเลยที่ 6 ใช้อาวุธปืนยิงถึงแก่ความตายไม่ปรากฏว่ามีผู้อื่นเข้าทำร้ายผู้ตายอีก บาดแผลของผู้ตายที่เกิดจากการถูกแทงด้วยของมีคมจึงต้องเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 5 ซึ่งสอดคล้องกับคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 5 และที่ 6 ที่ระบุว่าจำเลยที่ 5 เป็นคนใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายก่อนที่จำเลยที่ 6 จะใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจนถึงแก่ความตาย หลังจากนั้นจำเลยที่ 5 และที่ 6 จึงได้รีบพากันหลบหนีไปด้วยกันโดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะ ทำให้เชื่อได้ว่าเหตุการณ์เป็นไปตามคำให้การของจำเลยที่ 5 และที่ 6 ในชั้นสอบสวน ซึ่งให้การหลังเกิดเหตุเพียง 2 วัน ยิ่งกว่าจะเป็นไปตามคำเบิกความหลังเกิดเหตุนานถึง 3 ปี การที่จำเลยที่ 5 และที่ 6 ร่วมกันใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายและใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจนถึงแก่ความตายแล้วรีบพากันหลบหนีไปด้วยกัน แสดงให้เห็นได้ว่าจำเลยที่ 5 และที่ 6 มีเจตนาร่วมกันฆ่าผู้ตาย จำเลยที่ 5 จึงเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 6 กระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่น โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ว่า ร่วมกันว่าจ้างจำเลยที่ 5 และที่ 6 ให้ฆ่าผู้ตาย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 โจทก์มิได้อุทธรณ์ คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ถึงที่สุดแล้ว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ว่าจ้างให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 ไปฆ่าผู้ตาย โจทก์คงมีเพียงบันทึกคำให้การในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 5 และที่ 6 ที่ให้การรับสารภาพว่า จำเลยที่ 5 และที่ 6 รับจ้างจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้ไปฆ่าผู้ตาย ซึ่งเป็นพยานบอกเล่ามีน้ำหนักรับฟังน้อย และโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นรับฟังประกอบบันทึกคำให้การดังกล่าวกรณีจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 5 และที่ 6 ได้รับจ้างจากผู้อื่นให้ไปฆ่าผู้ตายและพยานหลักฐานโจทก์เท่าที่นำสืบมาไม่มีน้ำหนักมั่นคงพอที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 5 และที่ 6 เตรียมวางแผนฆ่าผู้ตายไว้ล่วงหน้าอันจะเป็นการกระทำความผิดโดยไตร่ตรองไว้ก่อน การกระทำของจำเลยที่ 5 และที่ 6 จึงเป็นเพียงความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 เท่านั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 5 รู้มาก่อนว่าจำเลยที่ 6 พาอาวุธปืนติดตัวมาด้วยและจะใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย จำเลยที่ 6 ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า จำเลยที่ 5 เพียงแต่ร่วมฆ่าผู้ตายโดยใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายอันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในฉับพฉันนั้นเอง ส่วนการที่จำเลยที่ 5 และที่ 6 หลบหนีไปด้วยกัน ก็ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 5 มีส่วนร่วมกับการมีและพาอาวุธปืนของจำเลยที่ 6 ด้วย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.95 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.84 ประมวลกฎหมายอาญา ม.288 ประมวลกฎหมายอาญา ม.289 ประมวลกฎหมายอาญา ม.371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม.7 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม.72

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 84, 91, 288, 289, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 6 ให้การรับสารภาพฐานมีอาวุธปืนและฐานพาอาวุธปืน ส่วนฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยที่ 6 ให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกันและเหตุบันดาลโทสะ ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 7 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 7 ออกจากสารบบความ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 5 และที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 371 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง เรียงกระทงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ให้ประหารชีวิตฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีเครื่องหมายทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครอง จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธาณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 5 และที่ 6 และจำเลยที่ 6 ให้การรับสารภาพฐานมีและพาอาวุธปืน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ลดโทษให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 5 และที่ 6 คนละตลอดชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและร่วมกันพาอาวุธปืน ลดโทษให้จำเลยที่ 5 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 5 กระทงละ 4 เดือน ลดโทษให้จำเลยที่ 6 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 6 กระทงละ 3 เดือน เมื่อจำคุกจำเลยที่ 5 และที่ 6 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนคนละตลอดชีวิตแล้ว ก็ไม่อาจนำโทษในคดีอื่น (ที่ถูก ความผิดฐานอื่น) มารวมได้อีกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) คงจำคุกจำเลยที่ 5 และที่ 6 คนละตลอดชีวิต ริบของกลาง ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จำเลยที่ 5 และที่ 6 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 จำคุก 15 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 7 ปี 6 เดือน รวมกับโทษในความผิดฐานอื่นแล้วเป็นจำคุกจำเลยที่ 6 มีกำหนด 7 ปี 12 เดือน ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 6 ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นที่ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้ว่า เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2542 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ขณะที่จำเลยที่ 5 และที่ 6 กับนายบุญรัตน์ คำเมือง ผู้ตายดื่มสุราอยู่ด้วยกัน จำเลยที่ 6 ได้ใช้อาวุธปืนพกของกลางยิงฆ่าผู้ตายถึงแก่ความตาย หลังจากนั้นจำเลยที่ 5 และที่ 6 ขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไปด้วยกัน เจ้าพนักงานตำรวจยึดมีดปลายแหลม 1 เล่ม จากที่เกิดเหตุเป็นของกลาง ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 5 และที่ 6 ได้พร้อมยึดอาวุธปืนที่จำเลยที่ 6 ใช้ยิงผู้ตายเป็นของกลาง สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 6 ในความผิดฐานมีอาวุธปืนและฐานพาอาวุปืน จำเลยที่ 6 ไม่อุทธรณ์ คดีสำหรับจำเลยที่ 6 ในความผิดดังกล่าว จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่าจำเลยที่ 5 ร่วมกับจำเลยที่ 6 ฆ่าผู้ตายหรือไม่ โจทก์มีพันตำรวจโทเชาวฤกษ์ ศรีประยูร พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความว่า พยานได้ร่วมกับแพทย์ชันสูตรพลิกศพผู้ตาย และได้ทำรายงานการตรวจชันสูตรพลิกศพผู้ตายไว้ในชั้นสอบสวนพยานแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 5 และที่ 6 ว่า ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยที่ 5 และที่ 6 ให้การรับสารภาพตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาซึ่งจำเลยที่ 5 และที่ 6 ให้การว่า ขณะที่จำเลยที่ 5 และที่ 6 นั่งดื่มสุราอยู่กับผู้ตายในบ้านผู้ตาย จำเลยที่ 5 ได้แกล้งชวนผู้ตายลุกขึ้นดูภาพถ่ายที่ติดอยู่ข้างฝาผนังจากนั้นจำเลยที่ 6 บอกให้ผู้ตายไปเปิดโทรทัศน์ ขณะผู้ตายเดินไปเปิดโทรทัศน์จำเลยที่ 6 ได้ชักอาวุธปืนที่พกติดตัวไปออกมายิงผู้ตาย 2 นัด ผู้ตายได้ชักมีดปลายแหลมออกมาพุ่งเข้าหาจำเลยที่ 6 จำเลยที่ 5 จึงเข้าแย่งมีดจากผู้ตายทำให้จำเลยที่ 5 ถูกคมมีดบาดที่ฝ่ามือข้างขวา เมื่อจำเลยที่ 5 แย่งมีดจากผู้ตายได้แล้วก็ใช้มีดแทงไปที่ผู้ตาย ผู้ตายวิ่งหนีลงบันไดบ้าน จำเลยที่ 6 จึงได้ใช้อาวุธปืนยิงไปยังผู้ตายอีก 1 นัด ทำให้ผู้ตายล้มลงที่พื้น จำเลยที่ 6 ยิงผู้ตายซ้ำอีก 1 นัดและใช้ด้ามปืนตีที่ใบหน้าของผู้ตาย 2 ครั้ง จากนั้นจำเลยที่ 5 และที่ 6 ขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไปด้วยกัน โดยจำเลยที่ 5 ลืมใส่รองเท้าผ้าใบสีดำยี่ห้อแพนที่ถอดไว้ที่หน้าบ้านของจำเลยที่ 1 กลับไปด้วย แต่จำเลยที่ 5 นำสืบปฏิเสธว่า เหตุที่จำเลยที่ 6 ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายเนื่องจากในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 5 และที่ 6 ไปดื่มสุราที่บ้านจำเลยที่ 1 และพูดคุยกันถึงเรื่องของผู้ตายที่ชอบลักขโมยสิ่งของผู้อื่น มีนิสัยเกเร ติดยาเสพติดให้โทษและทำร้ายบิดามารดา จำเลยที่ 1 ขอให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 ไปช่วยว่ากล่าวตักเตือนผู้ตาย แล้วทั้งสามคนจึงพากันไปที่บ้านผู้ตาย พบผู้ตายกำสังนั่งดื่มสุราอยู่จึงร่วมดื่มสุรากับผู้ตาย ระหว่างดื่มสุราอยู่ด้วยกัน จำเลยที่ 5 และที่ 6 ได้ว่ากล่าวตักเตือนผู้ตายเกี่ยวกับเรื่องลักขโมยสิ่งของของผู้อื่น และเรื่องทำร้ายมารดา ผู้ตายตอบว่าไม่ใช่พ่อไม่ต้องมาสอน จากนั้นผู้ตายได้เดินเข้าไปหยิบมีดปลายแหลมในครัวแล้วเดินมาจะแทงทำร้ายจำเลยที่ 6 จำเลยที่ 5 ตรงเข้าแย่งมีดจากผู้ตาย ทำให้มีดหักและคมมีดบาดมือจำเลยที่ 5 จำเลยที่ 5 จึงวิ่งหนีลงจากบ้าน จำเลยที่ 6 เห็นดังนั้นจึงได้ชักอาวุธปืนออกมายิงผู้ตาย ผู้ตายวิ่งลงมาล้มลงนอนตายอยู่ชั้นล่างหลังจากนั้นจำเลยที่ 5 และที่ 6 ได้พากันกลับบ้าน วันรุ่งขึ้น เวลาประมาณ 17 นาฬิกา จำเลยที่ 5 และที่ 6 จึงถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุม ตามรายงานการชันสูตรพลิกศพผู้ตายซึ่งจำเลยที่ 5 แถลงยอมรับว่า คดีนี้ได้มีการจัดทำรายงานการชันสูตรพลิกศพไว้ตามเอกสารดังกล่าวจริง ปรากฏว่าแพทย์ผู้ทำการชันสูตรพลิกศพผู้ตายระบุถึงเหตุและพฤติการณ์ที่ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายว่า ถูกอาวุธปืนยิงและถูกของมีคมแทงโดยผู้ตายมีบาดแผลฉีกขาดขอบเรียบ 6 แผล คือ ที่ใบหน้าหูซ้าย ใบหน้าหูขวา โหนกแก้มซ้าย หน้าผากเหนือคิ้วขวา และบริเวณกลางหลัง 2 แผล ห่างกัน 7 เซนติเมตร มีบาดแผลกลมคล้ายรอยกระสุนปืนบริเวณหัวไหล่ซ้าย มีหัวกระสุนปืนฝังอยู่ บาดแผลคล้ายรอยกระสุนปืน 2 แผล บริเวณต้นแขนขวาด้านหน้าและด้านหลังทะลุถึงกัน บาดแผลคล้ายรอยกระสุนปืน 2 แผล บริเวณสะโพกขวาด้านหน้าและด้านข้างทะลุถึงกัน จากบาดแผลดังกล่าวเชื่อได้ว่าผู้ตายถูกยิงด้วยอาวุธปืน มีกระสุนปืนเข้า 3 นัด ถูกแทงด้วยมีดหลายครั้งจนผู้ตายถึงแก่ความตาย ที่จำเลยที่ 5 ต่อสู้ว่าขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 5 เข้าแย่งมีดกับผู้ตายจนมีดหัก คมมีดบาดมือจำเลยที่ 5 จำเลยที่ 5 ได้วิ่งหนีลงจากบ้านมาได้ประมาณ 10 เมตร หลังจากนั้นจำเลยที่ 6 ได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจนถึงแก่ความตายโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 5 ใช้มีดแทงผู้ตายแต่ประการใดนั้น เห็นว่า นับแต่เวลาที่จำเลยที่ 5 เข้าแย่งมีดจากผู้ตายจนกระทั่งผู้ตายถูกจำเลยที่ 6 ใช้อาวุธปืนยิงถึงแก่ความตายไม่ปรากฏว่ามีผู้อื่นเข้าทำร้ายผู้ตายอีก บาดแผลของผู้ตายที่เกิดจากการถูกแทงด้วยของมีคมจึงต้องเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 5 ซึ่งสอดคล้องกับคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 5 และที่ 6 ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาที่ระบุว่าจำเลยที่ 5 เป็นคนใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายก่อนที่จำเลยที่ 6 จะใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจนถึงแก่ความตายหลังจากนั้นจำเลยที่ 5 และที่ 6 จึงได้รีบพากันหลบหนีไปด้วยกันโดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะ ทำให้เชื่อได้ว่าเหตุการณ์เป็นไปตามคำให้การของจำเลยที่ 5 และที่ 6 ในชั้นสอบสวน ซึ่งให้การหลังเกิดเหตุเพียง 2 วัน ยิ่งกว่าจะเป็นไปตามคำเบิกความในชั้นพิจารณาซึ่งเบิกความหลังเกิดเหตุนานถึง 3 ปี การที่จำเลยที่ 5 และที่ 6 ร่วมกันใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายและใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจนถึงแก่ความตายแล้วรีบพากันหลบหนีไปด้วยกันแสดงให้เห็นได้ว่าจำเลยที่ 5 และที่ 6 มีเจตนาร่วมกันฆ่าผู้ตาย จำเลยที่ 5 จึงเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 6 กระทำความผิดดังกล่าว ข้อต่อสู้และพยานหลักฐานของจำเลยที่ 5 ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 5 ร่วมกับจำเลยที่ 6 ฆ่าผู้ตายจริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 5 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า การกระทำของจำเลยที่ 5 และที่ 6 เป็นการฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ว่า ร่วมกันว่าจ้างจำเลยที่ 5 และที่ 6 ให้ฆ่าผู้ตาย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 โจทก์มิได้อุทธรณ์ คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ถึงที่สุดแล้ว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ว่าจ้างให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 ไปฆ่าผู้ตาย โจทก์คงมีเพียงบันทึกคำให้การในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 5 และที่ 6 ที่ให้การรับสารภาพว่า จำเลยที่ 5 และที่ 6 รับจ้างจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้ไปฆ่าผู้ตาย ซึ่งเป็นพยานบอกเล่ามีน้ำหนักรับฟังน้อย และโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นรับฟังประกอบบันทึกคำให้การดังกล่าว กรณีจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 5 และที่ 6 ได้รับจ้างจากผู้อื่นให้ไปฆ่าผู้ตาย และพยานหลักฐานโจทก์เท่าที่นำสืบมาไม่มีน้ำหนักมั่นคงพอที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 5 และที่ 6 เตรียมวางแผนฆ่าผู้ตายไว้ล่วงหน้าอันจะเป็นการกระทำความผิดโดยไตร่ตรองไว้ก่อน การกระทำของจำเลยที่ 5 และที่ 6 จึงเป็นเพียงความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 เท่านั้น ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อสุดท้ายว่า จำเลยที่ 5 ร่วมกับจำเลยที่ 6 กระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 5 รู้มาก่อนว่าจำเลยที่ 6 พกอาวุธปืนติดตัวมาด้วยและจะใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย จำเลยที่ 6 ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า จำเลยที่ 5 เพียงแต่ร่วมฆ่าผู้ตายโดยใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายอันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในฉับพลันนั้นเอง ส่วนการที่จำเลยที่ 5 และที่ 6 หลบหนีไปด้วยกัน ก็ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 5 มีส่วนร่วมกับการมีและพาอาวุธปืนของจำเลยที่ 6 ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 5 ในความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและฐานร่วมกันพาอาวุธปืนด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 จำคุก 15 ปี คำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยที่ 5 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 5 มีกำหนด 10 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1367/2550 พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย โจทก์ นายบุญวาทย์ หรือบุญส่ง เรือนออน กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย · จำเลย - นายบุญวาทย์ หรือบุญส่ง เรือนออน กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)มานัส เหลืองประเสริฐ · เกรียงชัย จึงจตุรพิธ · ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 99/2541ฎีกา 9114/2552ฎีกา 2530/2527ฎีกา 3345/2535ฎีกา 712/2559ฎีกา 861/2521ฎีกา 5305/2539ฎีกา 226/2529ฎีกา 7988/2551ฎีกา 6355/2544ฎีกา 6911/2544ฎีกา 551/2514ฎีกา 7601/2540ฎีกา 6321/2544ฎีกา 1082/2511ฎีกา 2936/2543ฎีกา 1165/2537ฎีกา 1166/2491ฎีกา 5957/2530ฎีกา 3361/2536ฎีกา 1386/2521ฎีกา 674/2549ฎีกา 9368/2552ฎีกา 786/2519
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ