คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2673/2527
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานและฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ อาจเกิดขึ้นในคราวเดียวกันและต่อเนื่องกันได้ โดยไม่ถือว่าขัดแย้งกัน.
ย่อคำพิพากษา
โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยกระทำผิดเป็นสองตอนคือ การแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานเกี่ยวกับสัญชาติของ จำเลยในการยื่นคำขอรับบัตรประจำตัวประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ตอนหนึ่ง และการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าวลงในเอกสารราชการตามแบบบ.ป.1 ตามมาตรา 267 อีกตอนหนึ่ง ข้อหาความผิดทั้งสองตอนตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องต่อเนื่องเชื่อมโยงกันและอาจเกิดขึ้นในคราวเดียวกันได้ หาเป็นการขัดแย้งกันไม่ และข้อเท็จจริงตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ก็เป็นไปโดยแจ้งชัดพอสมควรที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี คำฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยได้โดย โจทก์ไม่จำต้องสืบพยานประกอบ
ความผิดฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 137 ระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2505 มาตรา 17 ระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จำเลยกระทำผิดเมื่อวันที่ 27 มกราคม2519 โจทก์ นำตัวจำเลยมายื่นฟ้องต่อศาลในวันที่18 พฤษภาคม 2526 เกินกำหนดห้าปีจึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (4)
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซึ่งไม่มีสัญชาติไทยบังอาจยื่นคำขอรับบัตรประจำตัวประชาชน โดยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานผู้รับคำขอออกบัตร และให้เจ้าพนักงานดังกล่าวจดข้อความอันเป็นเท็จลงในแบบ บ.ป.๑ อันเป็นเอกสารราชการวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๗, ๒๖๗พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. ๒๕๐๕ มาตรา ๑๗
จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๓๗, ๒๖๗ พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. ๒๕๐๕มาตรา ๑๗ จำเลยกระทำโดยมีเจตนาเดียวกันเป็นความผิดกรรมเดียว ผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา ๒๖๗ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า ฟ้องโจทก์บรรยายถึงการที่จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานและแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จเป็นการยืนยันการกระทำของจำเลยตรงข้ามกัน เป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยกระทำผิดเป็นสองตอนคือ การแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต้องเจ้าพนักงานเกี่ยวกับสัญชาติของจำเลยในการที่จำเลยยื่นคำขอรับบัตรประจำตัวประชาชนอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๗ ตอนหนึ่ง และการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าวลงในเอกสารราชการตามแบบ บ.ป.๑ อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๗ อีกตอนหนึ่ง ข้อความผิดทั้งสองตอนตามที่โจทก์กล่าวบรรยายมาในฟ้องต่อเนื่องเชื่อมโยงกันและอาจเกิดขึ้นในคราวเดียวกันได้ หาเป็นการขัดแย้งกันแต่อย่างใดไม่ และข้อเท็จจริงตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ก็เป็นไปโดยชัดแจ้งพอสมควรที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี คำฟ้องของโจทก์ จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๕๘(๕) เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยได้โดยไม่จำต้องสืบพยานประกอบ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๗๖
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๔(๔) บัญญัติว่า ในคดีอาญาก็มิได้ฟ้องและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลภายในกำหนดห้าปีสำหรับความผิดต้องระวางโทษจำคุกกว่าหนึ่งเดือนถึงหนึ่งปี นับแต่วันกระทำความผิดเป็นอันขาดอายุความปรากฏว่าความผิดฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๗ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำและปรับ และความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. ๒๕๐๕มาตรา ๑๗ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ แต่จำเลยกระทำผิดคดีนี้เมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๑๙และโจทก์นำตัวจำเลยมายื่นฟ้องต่อศาลในวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๒๖เกินกำหนดห้าปี ข้อหาความผิดดังกล่าวข้างต้นจึงขาดอายุความ ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดเช่นว่านั้นหาได้ไม่
พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๓๗ และความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชนพ.ศ. ๒๕๐๕ มาตรา ๑๗ โดยจำเลยคงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๖๗ สถานเดียว
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2673/2527
พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ โจทก์
นางสาวสมศรี หรือกรรณาภรณ์ สว่างโฮ หรือถิระรัตน์ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ · จำเลย - นางสาวสมศรี หรือกรรณาภรณ์ สว่างโฮ หรือถิระรัตน์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | กิติ บูรพรรณ์ · ชูเชิด รักตะบุตร์ · ประการ กาญจนศูนย์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดศรีสะเกษ - นายธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร · ศาลอุทธรณ์ - นายประพันธ์ ผลฉาย |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา