คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3200/2527
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สิ่งปลูกสร้างที่เป็นส่วนควบของที่ดินย่อมตกเป็นของเจ้าของที่ดินนั้นด้วย แม้จะปลูกสร้างขึ้นโดยบุคคลอื่นก็ตาม
ย่อคำพิพากษา
คำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์มุ่งประสงค์บังคับถึงสิ่งปลูกสร้างที่ปลูกอยู่ในที่ดินที่พิพาทกันด้วย คำให้การของจำเลยทั้งสองมิได้ปฏิเสธว่าสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 2 โดยเฉพาะ โจทก์จะเพิกถอนเอาเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ไม่ได้ และมิได้ตั้งเป็นประเด็นข้อพิพาทที่โจทก์และจำเลยจะต้องนำสืบ ทั้งสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเป็นส่วนควบของที่ดินจึงต้องถือว่าจำเลยทั้งสองยอมรับว่าหากมีการเพิกถอนใส่ชื่อโจทก์ในโฉนดที่ดินนั้นแล้วย่อมรวมถึงสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินด้วย ฉะนั้น เมื่อศาลพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสองแล้วให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของร่วมกับจำเลยที่ 1 ในโฉนด ดังนี้ ย่อมหมายความรวมถึงสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินตามโฉนดดังกล่าวด้วย
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องให้เพิกถอนการโอนที่ดินระหว่างจำเลยแล้วใส่ชื่อโจทก์ร่วมในโฉนดที่ดิน ศาลฎีกาพิพากษาให้เพิกถอนการโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ ๑กับจำเลยที่ ๒ ตามคำฟ้องข้อ ข.(๑) และ(๔) แล้วใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของร่วมกับจำเลยที่ ๑ โจทก์มีคำขอให้ศาลชั้นต้นบังคับคดีศาลชั้นต้นมีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินให้ปฏิบัติตามคำพิพากษา แต่เจ้าพนักงานที่ดินแจ้งว่า จำเลยอ้างว่าจำเลยที่ ๑มีสิทธิเฉพาะที่ดินเท่านั้น สิ่งปลูกสร้างเป็นของจำเลยที่ ๒ ศาลชั้นต้นนัดคู่ความมาศาลและพิจารณาแล้วเห็นว่าตามคำฟ้องของโจทก์ได้ระบุที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทกันไว้ด้วย จำเลยมิได้ให้การคัดค้านถึงสิ่งปลูกสร้างแต่ประการใด จะนำข้อเท็จจริงนอกสำนวนมาโต้เถียงในชั้นบังคับคดีไม่ได้ ให้มีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกา
จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในปัญหาที่ว่าคำพิพากษาของศาลฎีกาได้พิพากษาให้ใส่ชื่อโจทก์ในโฉนดที่ดินตามคำฟ้องข้อ ข.(๑) และ(๔) นั้นคลุมถึงสิ่งปลูกสร้างด้วยหรือไม่ ศาลฎีกาได้พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ข้อ ข.(๑) ได้ระบุว่าที่ดินตราจองเลขที่ ๗๒๓, ๗๒๔, ๗๒๕ และ ๗๒๖ ตำบลหัวหิน อำเภอหัวหิน (ปราณบุรี)จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตราจองละ ๒ ไร่ กับมีเรือน ๑ หลังปลูกอยู่ในตราจองเลขที่ ๗๒๕ประมาณราคารวม ๑๒,๕๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ โอนยกให้จำเลยที่ ๒ เมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์๒๕๐๘ และข้อ ข.(๔) ได้ระบุที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๙๙๓ ตำบลบุคคโล (บางน้ำชล)อำเภอธนบุรี จังหวัดธนบุรี (กรุงเทพมหานคร) เนื้อที่ ๓ ไร่ ๒ งาน ๑๙ ตารางวา พร้อมด้วยตึกแถวราคาประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ บาท ที่จำเลยที่ ๑ โอนยกให้จำเลยที่ ๒ เมื่อวันที่๑๘ มกราคม ๒๕๐๘ และมีคำขอท้ายฟ้องข้อ ๒ ให้เพิกถอนการโอนที่ดินตามฟ้องดังกล่าวข้างต้นด้วย คำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ดังกล่าวจึงมุ่งประสงค์บังคับถึงสิ่งปลูกสร้างที่ปลูกอยู่ในที่ดินในโฉนดอันเป็นสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทกันด้วย แต่ตามคำให้การของจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ มิได้ปฏิเสธว่าสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ ๒ โดยเฉพาะ โจทก์จะเพิกถอนเอาเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ไม่ได้แต่ประการใด ทั้งมิได้ตั้งเป็นประเด็นข้อพิพาทที่โจทก์กับจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒จะต้องนำสืบ ประกอบกับสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทดังกล่าวเป็นส่วนควบของที่ดิน จึงต้องถือว่าจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ยอมรับว่าหากมีการเพิกถอนใส่ชื่อโจทก์ในตราจองและโฉนดที่ดินนั้นแล้วย่อมรวมถึงสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินด้วย ฉะนั้น เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินตามฟ้องข้อ ข. ระหว่างจำเลยที่ ๑กับจำเลยที่ ๒ แล้วให้ใส่ชื่อโจทก์และจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของร่วมกันในที่ดินตราจองและโฉนดตามฟ้องข้อ ข. ดังนี้ย่อมหมายความรวมถึงสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินตราจองและโฉนดที่ดินดังกล่าวด้วย
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3200/2527
นางแผ้ว กรลักษณ์ โจทก์
นายบรรจง กรลักษณ์ กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางแผ้ว กรลักษณ์ · จำเลย - นายบรรจง กรลักษณ์ กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สุชาติ จิวะชาติ · วีระ ทรัพยไพศาล · จุนท์ จันทรวงศ์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง · ศาลอุทธรณ์ - นายประชา บุญวนิช |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา