⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 337/2527

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 337/2527

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การโอนการจ้างลูกจ้างไปเป็นของนายจ้างใหม่ ย่อมต้องนับระยะเวลาการทำงานของลูกจ้างกับนายจ้างเดิมต่อเนื่องไปด้วย เพื่อประโยชน์ในการคำนวณสิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่น ค่าชดเชย หรือบำเหน็จ

ย่อคำพิพากษา

บริษัท ม. กับจำเลยเป็นนิติบุคคลต่างหากจากกัน การที่บริษัท ม.ออกคำสั่งชี้แจงแก่โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างของบริษัท ศ. ก่อนมีการโอนพนักงานว่า เงินเดือนให้รับในอัตราและวิธีการเดิมไปพลางก่อนจนกว่าบริษัท ม. จะปรับปรุงระเบียบข้อบังคับใหม่ จึงหาผูกพันจำเลยไม่ และเมื่อพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพจำเลยบัญญัติว่า ให้ดำเนินการรับบรรจุแต่งตั้งพนักงานของบริษัทม. เป็นพนักงานของจำเลย และคณะกรรมการจำเลยมีมติว่า ให้พนักงานรับเงินเดือนเช่นเดิมจนกว่าจะพิจารณาจัดแบ่งส่วนงานและจัดบุคคลลงในตำแหน่งแล้ว จึงหมายความว่าเมื่อแบ่งส่วนงานและจัดบุคคลลงในตำแหน่งเสร็จ เงินเดือนอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงก็ได้ ดังนั้น เมื่อจำเลยให้โจทก์รับเงินเดือนตามตำแหน่งถูกต้องตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวแล้ว จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยจ่ายเงินเดือนให้โจทก์ไม่ครบถ้วน แต่เมื่อก่อนการโอนพนักงานของบริษัท ศ. รวมทั้งโจทก์มาเป็นพนักงานของบริษัท ม. นั้น บริษัท ม. ได้ออกคำชี้แจงให้ผู้ใคร่ขอรับค่าชดเชยมายื่นความจำนงขอรับแต่จะหมดสิทธิการนับอายุงานต่อเนื่อง โจทก์ไม่ประสงค์รับค่าชดเชย อายุการทำงานของโจทก์ต้องนับต่อเนื่องตั้งแต่โจทก์เข้าทำงานที่บริษัท ศ.และเมื่อจำเลยรับโอนพนักงานของบริษัท ม. มาเป็นพนักงานของจำเลย โดยให้พนักงานทุกคนอยู่ในตำแหน่งเดิมที่ปฏิบัติงานอยู่กับบริษัท ม.และให้ได้รับเงินเดือนเดิม จึงเป็นการโอนการจ้างอันต้องนับอายุการทำงานของโจทก์ต่อเนื่องจากที่มีอยู่ในขณะเป็นลูกจ้างของบริษัท ม. เช่นกัน ดังนั้น เมื่อข้อบังคับของจำเลยว่าด้วยเงินบำเหน็จมิได้มีข้อความแสดงให้เห็นว่าประสงค์จะให้นับเวลาทำงานของพนักงานเฉพาะที่เป็นพนักงานของจำเลยแต่อย่างใด การนับอายุการทำงานของโจทก์เพื่อรับบำเหน็จจึงต้องนับต่อเนื่องตั้งแต่โจทก์เข้าทำงานกับบริษัท ศ. จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับค่าชดเชยโดยระบุว่าได้นำเงินประจำตำแหน่งมารวมเป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยให้ด้วยแล้ว แม้หนังสือดังกล่าวมิได้แจ้งว่าจำนวนค่าชดเชยเป็นจำนวนเท่าใด ก็แสดงว่าจำเลยคำนวณค่าชดเชยถูกต้องแล้ว การที่โจทก์ไม่ไปรับค่าชดเชย จึงเป็นผู้ผิดนัด จำเลยคงต้องใช้ดอกเบี้ยแก่โจทก์นับแต่วันเลิกจ้างถึงวันที่โจทก์ ได้รับแจ้งดังกล่าว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน พ.ศ.2515 ม.46 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.208 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.221 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.224 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.577 พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ พ.ศ.2519 ม.8 พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม.10 พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม.20

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เดิมโจทก์เป็นลูกจ้างของบริษัทศรีนครขนส่งและพาณิชย์ จำกัดอัตราเงินเดือน ๒,๓๐๐ บาท รวมเงินอื่น ๆ แล้วเป็นรายได้ทั้งสิ้นเดือนละ ๔,๒๐๐ บาทเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๙ กระทรวงคมนาคมมีนโยบายให้รวมกิจการบริษัทรถยนต์โดยสารประจำทางในกรุงเทพมหานครเป็นรายเดียวกัน รัฐบาลจึงจัดตั้งรัฐวิสาหกิจชื่อบริษัทมหานครขนส่ง จำกัด เพื่อซื้อกิจการของเอกชนทั้งหมด และรับโอนพนักงานมาเป็นพนักงานของบริษัทมหานครขนส่ง ฯ โดยให้คำมั่นสัญญาซึ่งถือเป็นข้อตกลงสภาพการจ้างว่าพนักงานของผู้ประกอบการเดิมที่ไม่รับค่าชดเชยจะได้รับสิทธิต่อเนื่องในการคำนวณอัตราค่าจ้างและสิทธิทั้งด้านสวัสดิการตามอายุการทำงาน โจทก์ได้โอนมาเป็นพนักงานประจำบริษัทมหานครขนส่งฯ โดยมิได้ขอรับค่าชดเชย เพื่อจะได้รับสิทธิต่อเนื่องตามอายุการทำงานของบริษัทศรีนครฯ ในการโอนนั้นบริษัทมหานครขนส่งฯ ได้ให้สิทธิโจทก์ได้รับค่าจ้างและประโยชน์ตอบแทนเช่นเดิมไปชั่วคราวก่อน เพราะบริษัทยังวางระเบียบไม่เรียบร้อย ต่อมากระทรวงคมนาคมเปลี่ยนแปลงนโยบายสั่งให้เลิกกิจการบริษัทมหานครขนส่งฯ แล้วตั้งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำเลย ขึ้นดำเนินกิจการแทน จำเลยได้รับโอนพนักงานของบริษัทมหานครขนส่งฯ รวมทั้งโจทก์มาบรรจุแต่งตั้งเป็นพนักงานของจำเลย แต่ด้วยโจทก์เป็นกรรมการสหภาพแรงงานทำให้ผู้บริหารจำเลยกลั่นแกล้งโจทก์ไม่ออกคำสั่งตั้งโจทก์เช่นพนักงานอื่น ลดรายได้ของโจทก์ลง ให้โจทก์ได้รับเงินเดือนกับค่าครองชีพเดือนละ ๒,๓๐๐ บาทเป็นการชั่วคราวไปพลางก่อน ทั้งที่โจทก์ควรได้รับตำแหน่งและเงินเดือนสูงกว่านั้น ทำให้ขาดรายได้หรือค่าจ้าง และเมื่อโจทก์เกษียณอายุจำเลยนับอายุการทำงานของโจทก์ตั้งแต่วันที่โจทก์โอนมาเป็นพนักงานบริษัทมหานครขนส่งฯ โดยไม่นับอายุงานที่โจทก์เข้าทำงานในบริษัทศรีนครฯ เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะเกษียณอายุจำเลยใช้อัตราค่าจ้างสุดท้ายในการคำนวณค่าชดเชยไม่ถูกต้องขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้าง เงินเพิ่ม ดอกเบี้ย ให้จำเลยจ่ายบำเหน็จและดอกเบี้ย ค่าชดเชยและดอกเบี้ย แก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยไม่จำต้องผูกพันในคำมั่นสัญญาของรัฐบาลหรือของบริษัทมหาชนขนส่งฯ จำเลยไม่จำต้องรับผิดนับอายุงานและจ่ายค่าจ้างต่อเนื่องจากนายจ้างเดิมแก่โจทก์ จำเลยมีอำนาจกำหนดอัตราค่าจ้างพนักงานแต่ละคนได้ตามระเบียบข้อบังคับของจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ในค่าจ้างที่โจทก์อ้างว่าจำเลยจ่ายขาด เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์จำเลยตั้งแต่เบิกค่าชดเชยให้โจทก์แล้ว โจทก์ไม่ไปขอรับเอง โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ย โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยมากกว่าบำเหน็จ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จตามข้อบังคับของจำเลย ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับค่าจ้างขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยไม่ได้ค้างชำระหนี้ผิดนัดชำระค่าจ้างแก่โจทก์ จำเลยไม่มีความผูกพันที่จะต้องนับอายุการทำงานของโจทก์ตั้งแต่โจทก์ทำงานกับบริษัทศรีนครฯ โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยจากจำเลยมากกว่าเงินบำเหน็จ จึงไม่มีสิทธิเรียกเงินบำเหน็จจากจำเลย จำเลยแจ้งให้โจทก์ไปรับค่าชดเชยแล้ว โจทก์ไม่ไปรับ จึงตกเป็นผู้ผิดนัดเสียเองนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันที่โจทก์ได้รับแจ้งให้ไปรับค่าชดเชยแก่โจทก์ คำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า บริษัทมหานครขนส่งฯ กับจำเลยเป็นนิติบุคคลต่างหากจากกัน การที่บริษัทมหานครขนส่งฯ ออกคำชี้แจงแก่พนักงานของบริษัทศรีนครฯ รวมทั้งโจทก์ ก่อนมีการโอนพนักงานว่า เงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง เปอร์เซ็นต์ ตลอดจนสิทธิสวัสดิการอย่างอื่น ให้รับในอัตราและวิธีการเดิมไปพลางก่อนจนกว่าบริษัทมหานครขนส่งฯ จะปรับปรุงระเบียบข้อบังคับใหม่แล้วเสร็จ เป็นความผูกพันระหว่างบริษัทมหานครขนส่งฯ กับพนักงานหรือกับโจทก์โดยเฉพาะ หาผูกพันจำเลยด้วยไม่ เมื่อจัดตั้งองค์การจำเลยขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ พ.ศ. ๒๕๑๙ มาตรา ๘ บัญญัติว่า ให้กระทรวงคมนาคมดำเนินการให้พนักงานและลูกจ้างของบริษัทมหานคร ขนส่งฯซึ่งมีอยู่ในวันที่พระราชกฤษฎีกาใช้บังคับได้รับบรรจุแต่งตั้งเป็นพนักงานและลูกจ้างของจำเลย มิได้บัญญัติให้จำเลยต้องผูกพันตามคำมั่นสัญญาหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่บริษัทมหานครขนส่งฯ มีอยู่ต่อพนักงานด้วย ทั้งมติคณะกรรมการจำเลยที่ให้รับโอนพนักงานลูกจ้างก็มีว่า ให้รับโอนพนักงานของบริษัทมหานครขนส่งฯมาเป็นพนักงานของจำเลย โดยให้ได้รับเงินเดือนและผลประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นเช่นเดิม จนกว่าคณะอนุกรรมการพิจารณาจัดแบ่งส่วนงานและจัดบุคคลลงในตำแหน่งต่าง ๆ ได้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งหมายความว่า ให้พนักงานที่โอนมาได้รับเงินเดือนและผลประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นเท่าที่ได้รับจากบริษัทมหานครขนส่งฯ เท่านั้น ทั้งเป็นการชั่วคราว โดยเมื่อคณะอนุกรรมการจัดแบ่งส่วนงานและจัดบุคคลลงในตำแหน่งต่าง ๆ เสร็จเรียบร้อยแล้ว เงินเดือนและผลประโยชน์ตอบแทนอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงก็ได้ ฉะนั้น เมื่อโจทก์เป็นพนักงานบริษัทมหานครขนส่งฯ โจทก์ได้รับเงินเดือน ๒,๐๐๐ บาท กับค่าครอบชีพ ๓๐๐ บาทครั้นโจทก์โอนมาเป็นพนักงานของจำเลย จำเลยให้โจทก์ได้รับเงินเดือน ๒,๐๐๐ บาทกับค่าครองชีพ ๓๐๐ บาท ต่อมาจำเลยมีคำสั่งให้โจทก์เป็นหัวหน้ากอง ได้รับเงินเดือน๔,๐๘๕ บาท จึงถูกต้องแล้ว การเลื่อนและปรับปรุงเงินเดือนและผลประโยชน์อย่างอื่นภายหลังจากนั้น จนกระทั่งออกจากงานโจทก์ได้รับเงินเดือน ๗,๖๑๐ บาทเงินประจำตำแหน่งเดือนละ ๑,๐๐๐ บาท เบี้ยขยันเดือนละ ๑๕๐ บาท จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการไม่ครบถ้วนดังโจทก์อ้าง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๗ นายจ้างจะโอนสิทธิของตนให้แก่บุคคลภายนอกก็ได้เมื่อลูกจ้างยินยอมพร้อมใจด้วย การโอนสิทธิการจ้างเช่นนี้ฐานะความเป็นลูกจ้างไม่สิ้นสุดลง ซึ่งแตกต่างกับการเลิกจ้าง ฉะนั้นในกรณีโอนการจ้างเมื่อมิได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น อายุการทำงานของลูกจ้างจึงต้องนับต่อเนื่องกันไปหาขาดตอนลงไม่ คดีนี้ได้ความว่า ก่อนการโอนพนักงานของบริษัทศรีนครฯ รวมทั้งโจทก์มาเป็นพนักงานของบริษัทมหานครขนส่งฯ นั้นบริษัทมหานครขนส่งฯ ได้ออกคำชี้แจงว่า ในเรื่องเงินชดเชยนั้น สำหรับผู้ที่ใคร่ขอรับค่าชดเชยตามกฎหมายก็ให้ยื่นความจำนงขอรับค่าชดเชย แต่จะหมดสิทธิการนับอายุงานต่อเนื่อง ส่วนผู้ที่ไม่ประสงค์จะรับเงินค่าชดเชยก็มีสิทธินำเอาอายุงานเดิมมาใช้เป็นเกณฑ์คำนวณอัตราค่าจ้างและเงินเดือนตามอายุงานโจทก์โอนเข้าเป็นลูกจ้างบริษัทมหานครขนส่งฯ โดยไม่ประสงค์รับค่าชดเชย อายุการทำงานของโจทก์ในขณะเป็นลูกจ้างของบริษัทมหานครขนส่งฯ ย่อมนับต่อเนื่องตั้งแต่โจทก์เข้าทำงานที่บริษัทศรีนครฯ เป็นต้นมา ส่วนการที่โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลย คณะกรรมการของจำเลยมีมติว่า ให้รับโอนพนักงานของบริษัทมหานครขนส่งมาเป็นพนักงานของจำเลย โดยให้พนักงานทุกคนอยู่ในตำแหน่งเดิมของตน และให้ได้รับเงินเดือนและผลประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นเช่นเดิม จึงเป็นการโอนการจ้างอันต้องนับอายุการทำงานของโจทก์ต่อเนื่องจากที่มีอยู่ในขณะเป็นลูกจ้างของบริษัทมหานครขนส่งฯ เช่นเดียวกัน ข้อบังคับของจำเลยว่าด้วยเงินบำเหน็จมิได้มีข้อความแสดงให้เห็นว่าประสงค์ให้นับเวลาทำงานของพนักงานเฉพาะเท่าที่พนักงานผู้นั้นเป็นพนักงานของจำเลยแต่อย่างใดการนับอายุการทำงานของโจทก์จึงต้องนับต่อเนื่องตั้งแต่โจทก์เข้าทำงานกับบริษัทศรีนครขนส่งฯ ในเรื่องค่าชดเชยปรากฏว่า จำเลยมีหนังสือแจ้งว่าได้นำเงินประจำตำแหน่งมารวมเป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยด้วยแล้ว แม้หนังสือดังกล่าวมิได้แจ้งว่าจำนวนเงินค่าชดเชยเป็นจำนวนเท่าใด ก็แสดงว่าจำเลยคำนวณเงินค่าชดเชยถูกต้องแล้ว การที่โจทก์ยังไม่ไปรับค่าชดเชยอีก โจทก์ตกเป็นผู้ผิดนัดเสียเองนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง จำเลยคงต้องใช้ดอกเบี้ยแก่โจทก์นับแต่วันเลิกจ้างถึงวันที่โจทก์ได้รับแจ้งดังกล่าว ดังวินิจฉัยมาศาลฎีกาเห็นว่า นอกจากค่าชดเชยแล้วโจทก์ยังมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จ โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยต่ำกว่าเงินบำเหน็จ จำเลยจึงต้องจ่ายเงินบำเหน็จให้โจทก์เท่ากับส่วนที่ค่าชดเชยต่ำกว่าเงินบำเหน็จ ปรากฏว่าโจทก์มีหนังสือขออนุมัติรับเงินบำเหน็จจากจำเลยแล้ว จำเลยไม่จ่าย จึงต้องตกเป็นผู้ผิดนัดตั้งแต่วันนั้น ต้องชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีตั้งแต่วันผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๔ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ตั้งแต่วันที่โจทก์มีหนังสือขออนุมัติรับเงินบำเหน็จ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 337/2527 นายผวน พงษ์สังข์ โจทก์ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายผวน พงษ์สังข์ · จำเลย - องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมบูรณ์ บุญภินนท์ · ขจร หะวานนท์ · วรา ไวยหงษ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแรงงานกลาง - นายชลอ บุณยเนตร · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 10166/2539ฎีกา 1471/2542ฎีกา 358/2540ฎีกา 1781/2509ฎีกา 8396/2538ฎีกา 4623/2540ฎีกา 2328/2533ฎีกา 1343/2526ฎีกา 768/2533ฎีกา 4225/2529ฎีกา 2843/2546ฎีกา 2384/2536ฎีกา 1873/2530ฎีกา 7337/2549ฎีกา 4873/2528ฎีกา 6695/2548ฎีกา 378/2531ฎีกา 8114-8868/2546ฎีกา 4921/2532ฎีกา 3295/2533ฎีกา 2093/2532ฎีกา 6164/2533ฎีกา 3539/2536ฎีกา 5887/2537
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา