⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1716/2528

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1716/2528

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้แก้ไขคำให้การเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาที่ต้องห้ามอุทธรณ์ เว้นแต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน * ข้อตกลงให้ผู้ให้กู้ยึดถือทรัพย์สินเป็นประกันจนกว่าจะชำระหนี้ แม้ไม่เข้าข่ายสิทธิยึดหน่วงตามกฎหมาย ก็มีผลบังคับหากไม่ขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ย่อคำพิพากษา

จำเลยยื่นขอแก้ไขคำให้การ ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา หลังจากมีคำสั่งแล้วโจทก์ไม่ได้โต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นไว้จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 ทั้งไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจยกปัญหานี้ขึ้นวินิจฉัยอีก ผู้กู้อนุญาตให้ผู้ให้กู้อยู่อาศัยในบ้านพิพาทและทำสัญญามอบโฉนดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้ผู้ให้กู้ยึดถือไว้เป็นประกันเงินกู้ ถ้าผู้กู้ผิดนัดผู้ให้กู้มีสิทธินำโฉนดไปจดทะเบียนโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้ตามใบมอบอำนาจที่ให้ไว้ด้วย แม้ผู้ให้กู้จะไม่มีสิทธิยึดหน่วงดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 241 เพราะหนี้เงินกู้ไม่เกี่ยวกับตัวทรัพย์พิพาท แต่เมื่อข้อตกลงตามสัญญากู้ระบุให้ผู้ให้กู้มีสิทธิยึดทรัพย์พิพาทไว้เป็นประกันจนกว่าผู้กู้จะชำระหนี้ เป็นข้อตกลงที่คู่สัญญาสมัครใจทำกันไว้ ไม่ขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน ย่อมมีผลบังคับ ผู้ให้กู้มีสิทธิยึดถือทรัพย์ที่นำมาประกันไว้และอยู่ในบ้านพิพาทจนกว่าผู้กู้จะชำระหนี้ตามสัญญา

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.180 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.226 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.241 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.369

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยอาศัยอยู่ในบ้านของบิดาโจทก์ ต่อมาบิดาโจทก์ถึงแก่ความตาย โจทก์เป็นทายาทและผู้จัดการมรดก ไม่ประสงค์ให้จำเลยอยู่ต่อไปจึงแจ้งให้จำเลยออกไป จำเลยไม่ยอมออก ขอให้พิพากษาบังคับ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยอยู่ในบ้านพิพาทในฐานะหัวหน้าครอบครัว นายเฉิดบิดาโจทก์กู้เงินจำเลยโดยทำสัญญากู้และมอบโฉนดที่ดินพร้อมบ้านพิพาทที่ตั้งอยู่ให้จำเลยยึดถือไว้เป็นประกัน ครบกำหนดชำระหนี้แล้ว นายเฉิดถึงแก่กรรมโดยยังไม่ได้ชำระหนี้ จำเลยจึงยึดหน่วงที่ดินและบ้านพิพาทไว้จนกว่าจะได้ชำระหนี้จำเลยกับนายเฉิดเป็นสามีภริยากัน แต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ออกเงินร่วมกันซื้อที่ดินและบ้านพิพาท จึงเป็นเจ้าของร่วมกัน โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยและบริวารออกไปจากบ้านพิพาท จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกมีว่าการที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การชอบหรือไม่ จำเลยให้การต่อสู้ในประเด็นสำคัญว่า บิดาโจทก์ยืมเงินจำเลยมีหลักฐานเป็นหนังสือ และได้นำบ้านและที่ดินพิพาทให้จำเลยยึดถือไว้เป็นประกันหนี้รายนี้ ในวันนี้สองสถาน ศาลชั้นต้นกำหนดเป็นประเด็นในข้อ ๓ ว่า "จำเลยครอบครองบ้านพิพาทโดยมีสิทธิยึดหน่วงหรือไม่" ต่อมาจำเลยขอแก้ไขคำให้การเพิ่มข้อต่อสู้เข้ามาอีกข้อหนึ่งว่า "จำเลยได้ออกเงินซื้อที่ดินและบ้านพิพาทร่วมกับนายเฉิด สายันตนะ จึงมีกรรมสิทธิ์ร่วมกันในทรัพย์พิพาท โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลย" เห็นว่าจำเลยยื่นขอแก้ไขคำให้การเมื่อวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๒๕ ศาลชั้นต้นสั่งให้ส่งสำเนาให้โจทก์ และเพิ่งมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การเมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๒๖ ซึ่งเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา หลังจากมีคำสั่งแล้ว โจทก์ไม่ได้โต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นไว้ จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๖ ทั้งไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน การที่ศาลอุทธรณ์ยกปัญหานี้ขึ้นวินิจฉัยจึงเป็นการไม่ชอบ ข้อความที่ขอแก้ไขก็รวมอยู่ในประเด็นข้อ ๓ ที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ว่าจำเลยครอบครองบ้านพิพาทโดยมีสิทธยึดหน่วงหรือไม่ จึงต้องถือว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การชอบด้วยกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยอีก ปัญหาต่อไปที่ต้องวินิจฉัยมีว่า จำเลยมีสิทธิยึดถือที่ดินและบ้านพิพาทไว้เพียงใดหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะไม่มีสิทธิยึดหน่วงทรัพย์พิพาทดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๔๑ เพราะหนี้เงินกู้ดังกล่าวไม่เกี่ยวกับตัวทรัพย์พิพาท แต่เมื่อข้อตกลงตามสัญญากู้เอกสารหมาย ล.๓ ข้อ ๒ ข้อ ๓ ระบุให้จำเลยมีสิทธิยึดทรัพย์พิพาทไว้เป็นประกันได้จนกว่านายเฉิดผู้กู้จะชำระหนี้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว เป็นข้อตกลงที่คู่สัญญาสมัครใจทำกันไว้เอง ไม่ขัดต่อกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ย่อมมีผลบังคับ และผู้ให้กู้มีสิทธิยึดถือทรัพย์ที่นำมาประกันไว้ได้จนกว่าผู้กู้จะปฏิบัติตามสัญญาคือชำระหนี้ก่อน ซึ่งเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นตามข้อสัญญา ไม่ใช่สิทธิที่เกิดจากผลแห่งกฎหมายตามมาตรา ๒๔๑ ที่อ้างถึง โจทก์ผู้เป็นทายาทและผู้จัดการมรดกย่อมต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของเจ้ามรดก จำเลยจึงมีสิทธอันชอบธรรมที่จะอยู่ในที่ดินและบ้านพิพาทจนกว่าโจทก์จะชำระหนี้ตามข้อตกลงในเอกสารหมาย ล.๓ ฉะนั้นโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1716/2528 นายเชาวน์ สายันตนะ โจทก์ นางอรพันธ์ บุญเอก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายเชาวน์ สายันตนะ · จำเลย - นางอรพันธ์ บุญเอก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)่พจน์ บุญเลี้ยง · เสนอ ศรนิยม · ชวลิต นราลัย
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายวินัย กันนะ · ศาลอุทธรณ์ - นายวิชิต บุญถนอม
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2467/2526ฎีกา 685/2550ฎีกา 2983/2549ฎีกา 1247/2510ฎีกา 4335/2539ฎีกา 5063/2533ฎีกา 1360/2544ฎีกา 7927/2538ฎีกา 1627/2505ฎีกา 1196/2513ฎีกา 1733/2498ฎีกา 5438/2537ฎีกา 2329/2553ฎีกา 4564/2543ฎีกา 8543/2544ฎีกา 241/2547ฎีกา 801/2515ฎีกา 1333/2531ฎีกา 279/2513ฎีกา 89/2502ฎีกา 5016/2538ฎีกา 1376/2512ฎีกา 159/2513ฎีกา 5255/2539
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา