⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1928-1931/2528

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1928-1931/2528

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การจดทะเบียนนิติบุคคลตามกฎหมายถือเป็นที่รู้แก่บุคคลทั่วไป และการที่คู่ความอีกฝ่ายไม่ทราบหรือไม่รับรองข้อเท็จจริงที่กฎหมายสันนิษฐานไว้เด็ดขาด ไม่ถือเป็นประเด็นที่ต้องนำสืบ.

ย่อคำพิพากษา

การเป็นนิติบุคคลประเภทหุ้นส่วนบริษัทและอำนาจของผู้แทนนิติบุคคลนั้น นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจะต้องแต่งย่อรายการซึ่งได้ลงทะเบียนส่งไปลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือราชกิจจานุเบกษาและถือว่าเป็นอันรู้แก่บุคคลทั้งปวงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1021 และ 1022 จำเลยให้การแต่เพียงว่าโจทก์จะเป็นนิติบุคคลหรือไม่และบ.จะเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนตามฟ้องหรือไม่จำเลยไม่ทราบและไม่รับรองคำให้การของจำเลยเป็นการฝ่าฝืน ข้อสันนิษฐานเด็ดขาดตามกฎหมายจึงไม่เป็นประเด็นที่โจทก์ จะต้องนำสืบ การมอบอำนาจให้ฟ้องคดีที่จำเลยให้การว่าจำเลยไม่ทราบไม่รับรองมิใช่เป็นการปฏิเสธความแท้จริงของใบมอบอำนาจการที่จำเลยไม่ทราบไม่ใช่เหตุที่จะทำให้หนังสือมอบอำนาจของโจทก์เสียไป และที่จำเลยไม่รับรองก็ไม่ปรากฏเหตุผลจึงไม่เป็นประเด็นที่จะต้องวินิจฉัย หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ระบุว่าโจทก์มอบอำนาจให้ ศ. มีอำนาจบอกกล่าวฟ้องขับไล่เรียกค่าเสียหาย ผู้เช่าที่ดินผู้เช่าอาคารและผู้อยู่อาศัยในที่ดินโฉนดเลขที่ 3997 เลขที่ดิน 72 เมื่อจำเลยเป็นผู้เช่าตึกแถวที่พิพาทซึ่ง ตั้งอยู่ในที่ดินแปลงดังกล่าวศ.ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยแทน โจทก์โดยโจทก์หาจำต้องระบุชื่อผู้ที่จะถูกฟ้องในหนังสือมอบอำนาจด้วยไม่ เอกสารการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินและตึกแถวเป็นเอกสารมหาชนซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้องเป็นหน้าที่ของจำเลย ที่ถูกอ้างเอกสารนั้นมายันจะต้องนำสืบความไม่บริสุทธิ์หรือความไม่ถูกต้องแห่งเอกสารจำเลยไม่มีพยานหลักฐานอย่างใดดังนั้นเมื่อโจทก์นำสืบผู้รับมอบอำนาจให้ดำเนินคดีแทนประกอบ เอกสารการจดทะเบียนซื้อขายก็เป็นการเพียงพอแล้วไม่จำต้องนำสืบกรรมการของโจทก์หรือผู้ขาย หรือเจ้าพนักงานผู้จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 104 ศาลมีอำนาจเต็มที่ในอันที่จะวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่คู่ความนำมาสืบนั้นจะเกี่ยวกับประเด็นและเป็นอันเพียงพอให้เชื่อฟังเป็นยุติได้หรือไม่ แล้วพิพากษาคดีไปตามนั้นเมื่อศาลสืบพยานจำเลยในเรื่องค่าเสียหายไปบ้างแล้วจึงสั่งตัดพยาน จำเลยดังนี้ เป็นการชอบด้วยกฎหมายแล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.47 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.60 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.84 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.104 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.127 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1021 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1022

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีทั้งสามสำนวนโจทก์ฟ้องใจความว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลมอบอำนาจให้เรือตรีศุภผลฟ้องคดีแทน จำนวนสำนวนแรกเช่าตึกเลขที่ ๔๖๓ จำเลยสำนวนที่สองเช่าตึกเลขที่ ๔๖๑ และจำเลยสำนวนที่สามเช่าตึกเลขที่ ๔๖๙ ค่าเช่าเดือนละ ๔๐๐ บาทต่อหนึ่งห้อง ซึ่งตึกแถวดังกล่าวตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๙๙๗ มีข้อตกลงว่าเมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าแล้ว จำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากตึกที่เช่าทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าว โจทก์ได้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๙๙๗ พร้อมตึกที่จำเลยเช่าเมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าแล้ว โจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยเช่าต่อไป ขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสามสำนวนและบริวารออกไปจากตึกแถวที่เช่า จำเลยทั้งสามสำนวนให้การทำนองเดียวกันว่า โจทก์จะเป็นนิติบุคคลหรือไม่และนายบรรยงจะเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนตามฟ้องหรือไม่จำเลยไม่ทราบหรือไม่รับรอง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง การมอบอำนาจฟ้องจะถูกต้องหรือไม่ จำเลยไม่ทราบไม่รับรอง หนังสือมอบอำนาจท้ายฟ้องไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะมิได้ระบุให้ฟ้องจำเลย โจทก์ไม่ได้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๙๙๗ พร้อมสิ่งปลูกสร้างและไม่มีการจดทะเบียนการซื้อขายต่อเจ้าพนักงาน ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้ขับไล่จำเลยทั้งสามสำนวนและบริวารออกไปจากที่ตึกแถวที่พิพาท จำเลยทั้งสามสำนวนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสามสำนวนฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสามสำนวนฎีกาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์มิได้นำสืบนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนนิติบุคคลนั้น การเป็นนิติบุคคลประเภทหุ้นส่วนบริษัทและอำนาจของผู้แทนนิติบุคคลนั้น นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจะต้องแต่งย่อรายการซึ่งได้ลงทะเบียนส่งไปลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือราชกิจานุเบกษา และถือว่าเป็นอันรู้แก่บุคคลทั้งปวงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๒๑ และ ๑๐๒๒ จำเลยให้การแต่เพียงว่า โจทก์จะเป็นนิติบุคคลหรือไม่ และนายบรรยงจะเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนตามฟ้องหรือไม่ จำเลยไม่ทราบและไม่รับรอง หาได้ต้องสู้ว่าโจทก์มิใช่นิติบุคคล และนายบรรยงมิได้กระทำการแทนโจทก์ไม่ คำให้การของจำเลยซึ่งฝ่าฝืนข้อสันนิษฐานเด็ดขาดตามกฎหมาย จึงไม่เป็นประเด็นที่โจทก์จะต้องนำสืบส่วนการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีนั้นจำเลยให้การว่า จำเลยไม่ทราบไม่รับรองหนังสือมอบอำนาจท้ายฟ้องไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะมิได้ระบุว่าให้ฟ้องจำเลยเห็นว่าจำเลยมิได้ปฏิเสธว่าหนังสือมอบอำนาจมิใช่ใบมอบอำนาจที่แท้จริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๔๗ การที่จำเลยไม่ทราบไม่ใช่เหตุที่จะทำให้หนังสือมอบอำนาจของโจทก์เสียไป และที่จำเลยไม่รับรองก็ไม่ปรากฏเหตุผลจึงไม่เป็นประเด็นที่จะต้องวินิจฉัย หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ระบุว่าโจทก์มอบอำนาจให้เรือตรีศุภผลมีอำนาจบอกกล่าวฟ้องขับไล่เรียกค่าเสียหาย ผู้เช่าที่ดิน ผู้เช่าอาคารและผู้อยู่อาศัยในที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๙๙๗ และดำเนินคดีแทนจนถึงที่สุด ดังนั้นเมื่อจำเลยทั้งสามสำนวนเป็นผู้เช่าตึกแถวที่พิพาทซึ่งตั้งอยู่ในที่ดินแปลงดังกล่าวเรือตรีศุภผลย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามสำนวนแทนโจทก์โดยโจทก์หาจำต้องระบุชื่อผู้ที่จะถูกฟ้องในหนังสือมอบอำนาจด้วยไม่ ในประเด็นที่ว่าโจทก์ได้ซื้อที่ดินและตึกแถวที่พิพาทหรือไม่นั้น โจทก์มีเรือตรีศุภผลผู้รับมอบอำนาจให้ดำเนินคดีแทนโจทก์เป็นพยานเบิกความประกอบเอกสารการจดทะเบียนซื้อขายว่า โจทก์ได้ซื้อที่ดินและตึกแถวที่พิพาทมาตามที่โจทก์กล่าวอ้างเอกสารการจดทะเบียนซื้อขายนั้นเป็นเอกสารมหาชน ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๒๗ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง เป็นหน้าที่ของจำเลยที่ถูกอ้างเอกสารนั้นมายันจะต้องนำสืบความไม่บริสุทธิ์หรือไม่ถูกต้องแห่งเอกสารจำเลยไม่มีพยานหลักฐานอย่างใด แม้โจทก์มิได้นำสืบกรรมการของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อ หรือนำสืบผู้ขายและเจ้าพนักงานซึ่งจดทะเบียน พยานหลักฐานของโจทก์ตามที่นำสืบมาก็เป็นอันเพียงพอแล้ว ในข้อที่ว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งตัดพยานจำเลยในประเด็นเรื่องค่าเสียหายเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๐๔ ศาลมีอำนาจเต็มที่ในอันที่จะวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่คู่ความนำมาสืบนั้นจะเกี่ยวกับประเด็นและเป็นอันเพียงพอให้เชื่อฟังเป็นยุติได้หรือไม่แล้วพิพากษาคดีไปตามนั้น คดีนี้ศาลชั้นต้นได้ดำเนินการสืบพยานจำเลยมาบ้างแล้วซึ่งเป็นอันเพียงพอที่จะวินิจฉัยประเด็นเรื่องค่าเสียหาย การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตัดพยานจำเลยจึงหาเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1928 - 1931/2528 บริษัทอ.ไทยการช่าง จำกัด โดยเรือตรีศุภผล อมรรัตน์ ผู้รับมอบอำนาจ โจทก์ นายมานพ วิสาสจรัสจินต์ ฯลฯ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทอ.ไทยการช่าง จำกัด โดยเรือตรีศุภผล อมรรัตน์ ผู้รับมอบอำนาจ · จำเลย - นายมานพ วิสาสจรัสจินต์ ฯลฯ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ศักดิ์ สนองชาติ · อุทิศ บุญชู · โกมล อิศรางกูร ณ อยุธยา
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายสกล เหมือนพะวงศ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายจรัส อุดม วรชาติ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 1452/2511ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7903/2568ฎีกา 1889/2511ฎีกา 2135/2518ฎีกา 8680/2551ฎีกา 1360/2544ฎีกา 861/2540ฎีกา 1765/2492ฎีกา 863/2524ฎีกา 1170/2505ฎีกา 713/2512ฎีกา 1194/2527ฎีกา 848/2534ฎีกา 2610/2538ฎีกา 1616/2522ฎีกา 1687/2497ฎีกา 689/2531ฎีกา 3181/2532
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา