⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3834/2528

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3834/2528

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การถอนคำร้องทุกข์ในความผิดอันยอมความได้ ไม่ตัดสิทธิพนักงานอัยการที่จะฟ้องคดีในความผิดอื่นที่มิใช่ความผิดอันยอมความได้ แม้จะเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

จำเลยบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายแล้วข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมาย หลายบท แต่เฉพาะความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราเท่านั้นที่เป็นความผิดอันยอมความได้การที่ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ในความผิดฐานนี้ คงมีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์เฉพาะความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราระงับไป ส่วนความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 มิใช่ความผิดอันยอมความได้ การถอนคำร้องทุกข์ดังกล่าวย่อมไม่ตัดสิทธิของพนักงานอัยการโจทก์ที่จะฟ้องจำเลยในความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 126 วรรคสอง ฉะนั้นสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงไม่ระงับ ลงโทษจำเลยในความผิดฐานบุกรุกได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.39 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.126 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.276 ประมวลกฎหมายอาญา ม.365

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ เมื่อระหว่างวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๒๖ เวลากลางคืนหลังเที่ยงถึงวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๒๖ เวลากลางคืนหลังเที่ยง วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยใช้มีขู่เข็ญนางสาวอำไพ คำกุย ผู้เสียหายไม่ให้ต่อสู้ขัดขืน ใช้ผ้าอุดปากไม่ให้ส่งเสียงร้องแล้วใช้กำลังกายกอดปล้ำกระทำอนาจารและข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลยจนสำเร็จความใคร่ ๑ ครั้งโดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ต่อมาระหว่างวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๒๖ เวลากลางคืนหลังเที่ยง ถึงวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๒๖ เวลากลางคืนหลังเที่ยงวันเวลาใดไม่ปรากฏ ชัดวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๒๖ เวลากลางคืนหลังเที่ยง วันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๒๖ เวลากลางคืนหลังเที่ยงจำเลยได้บุกรุกเข้าไปในบ้านซึ่งเป็นเคหสถานของนางสาวอำไพ คำกุย ผู้เสียหายโดยไม่มีเหตุอันสมควร และใช้มีดจี้บังคับขู่เข็ญผู้เสียหายไม่ให้ส่งเสียงร้องและต่อสู้ขัดขืนแล้วใช้กำลังกายประทุษร้ายกอดปล้ำกระทำอนาจารและข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลยจนสำเร็จความใคร่ อีกทุกคราวที่บุกรุกเข้าไปคราวละ ๑ ครั้ง โดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖, ๓๖๕, ๙๓ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๒๖ มาตรา ๔ จำเลยให้การปฏิเสธ หลังจากสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา ส่วนจำเลยถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธเป็นให้การรับสารภาพฐานบุกรุก ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ สิทธิฟ้องคดีอาญาของโจทก์ย่อมระงับไป แต่จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๕ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๒๖ มาตรา ๔ ให้จำคุกกระทงละ ๒ ปี รวมจำคุก ๖ ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์ในการพิจารณาเป็นเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก ๓ ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายแล้วข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย เห็นเจตนาของจำเลยได้ว่าจำเลยมีเจตนาเข้าไปเพื่อข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายเป็นสำคัญ การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่เฉพาะความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราเท่านั้นที่เป็นความผิดอันยอมความได้ การถอนคำร้องทุกข์ของผู้เสียหายคงมีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์เฉพาะความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราระงับไป ส่วนความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๕ มิใช่ความผิดอันยอมความได้ การถอนคำร้องทุกข์ดังกล่าวย่อมไม่ตัดสิทธิของพนักงานอัยการโจทก์ที่จะฟ้องจำเลยในความผิดฐานนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๒๖ วรรคสอง ฉะนั้นสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงไม่ระงับ คดีจึงลงโทษจำเลยในความผิดฐานบุกรุกตามที่จำเลยให้การรับสารภาพได้ พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๕ ให้จำคุกกระทงละ ๖ เดือน จำเลยกระทำความผิดเป็น ๓ กระทง ให้เรียงกระทงลงโทษ รวมเป็นจำคุก ๑ ปี ๖ เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๙ เดือน ให้รอการลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ไว้มีกำหนด ๒ ปี ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3834/2528 พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ (อำเภอฝาง) โจทก์ นายประพันธ์ บุญชม จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ (อำเภอฝาง) · จำเลย - นายประพันธ์ บุญชม
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ดำริ ศุภพิโรจน์ · อำนวย อินทุภูติ · สมศักดิ์ เกิดลาภผล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดเชียงใหม่ (อำเภอฝาง) - นายอรรถสิทธิ ร่มไทรทอง · ศาลอุทธรณ์ - นายอำนวย เปล่งวิทยา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1656/2512ฎีกา 19406/2555ฎีกา 5305/2539ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1124/2496ฎีกา 1715/2545ฎีกา 633/2540ฎีกา 3911/2568ฎีกา 7281/2537ฎีกา 1666/2521ฎีกา 1979/2521ฎีกา 18654/2555ฎีกา 1499/2531ฎีกา 801/2503ฎีกา 3310/2541ฎีกา 34/2521ฎีกา 9083/2544ฎีกา 2379/2565ฎีกา 4541/2550ฎีกา 3107/2533ฎีกา 1386/2521ฎีกา 3789/2532ฎีกา 8404/2540ฎีกา 1020/2525
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา