⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4396/2528

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4396/2528

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การสอบสวนเพิ่มเติมของพนักงานสอบสวนกองปราบปรามชอบด้วยกฎหมาย แม้จะมีการคืนสำนวนการสอบสวนให้พนักงานอัยการแล้วก็ตาม และพนักงานอัยการโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยได้

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดต่อเจ้าพนักงานและพระราชบัญญัติศุลกากร เดิมพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอสะเดา ซึ่งเป็นท้องที่เกิดเหตุเป็นผู้สอบสวน ต่อมากรมตำรวจได้แต่งตั้งให้ พนักงานสอบสวนกองปราบปรามทำการสอบสวนคดีนี้แต่ฝ่ายเดียว พนักงานสอบสวนกองปราบปรามจึงติดต่อขอรับสำนวนการสอบสวน จากพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอสะเดาหลายครั้ง แต่ไม่สามารถรับสำนวนการสอบสวนมาได้ ต่อมาพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอสะเดากลับส่งสำนวนการสอบสวนไปยัง พนักงานอัยการโดยมีความเห็นสั่งฟ้องจำเลยที่ 1 พนักงานสอบสวนกองปราบปรามจึงติดต่อขอสำนวนการสอบสวนคืนจากพนักงานอัยการ ซึ่งขณะนั้นยังมิได้มีคำสั่งให้ฟ้องหรือไม่ฟ้อง จำเลยที่ 1 พนักงานอัยการได้คืนสำนวนการสอบสวนดังกล่าวให้แก่พนักงานสอบสวนกองปราบปรามทำการสอบสวนต่อไป โดยสอบบุคคลอื่นเป็นผู้ต้องหาอีกหลายคนซึ่งมีจำเลยที่ 2 รวมอยู่ด้วยภายหลังพนักงานอัยการได้แนะนำให้พนักงานสอบสวนกองปราบปรามคืนสำนวนการสอบสวน และต่อมามีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนกองปราบปรามสอบสวนเพิ่มเติมทำการสอบสวนจนเสร็จสิ้น กรณีเช่นนี้พนักงานสอบสวนกองปราบปรามยังมีอำนาจทำการสอบสวนคดีนี้อยู่การสอบสวนเพิ่มเติมของพนักงานสอบสวนกองปราบปรามดังกล่าว หาขัดกับบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 139 ถึง มาตรา 143 ไม่ การสอบสวนของ พนักงานสอบสวนกองปราบปรามจึงชอบด้วยกฎหมาย และ พนักงานอัยการโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 11/2528)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.120 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.140 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.141 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.143

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามกับพวกได้ร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ นำสินค้าจากต่างประเทศ เข้ามาโดยมิได้ผ่านการเสียภาษีศุลกากรต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติราชการตามหน้าที่ ข่มขืนใจเจ้าพนักงานให้ละเว้นการปฏิบัติตามหน้าที่โดยใช้อาวุธปืนขู่เข็ญ และเอาไปเสียซึ่งสินค้าหนีภาษี ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๘, ๑๓๙, ๑๔๐, ๑๔๒ และพระราชบัญญัติศุลกากรฯ จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ มีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช ๒๔๖๙ มาตรา ๒๗ ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๘, ๑๓๙, ๑๔๐ วรรคท้าย, ๑๔๒ และ ๙๑ ให้ลงโทษจำคุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๐ วรรคท้าย ซึ่งเป็นบทหนัก คนละ ๖ เดือนกระทงหนึ่ง ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช ๒๔๖๙ มาตรา ๒๗ ทวิซึ่งเป็นบทหนักคนละ ๖ เดือนอีกกระทงหนึ่ง รวมจำคุกคนละ ๑ ปี ส่วนข้อหาอื่นและจำเลยที่ ๓ ให้ยกฟ้องโจทก์ จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาเฉพาะข้อกฎหมาย ข้อ ๒ (ข) ที่ว่าการสอบสวนคดีนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองฎีกาว่า พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอสะเดาทำการสอบสวนเสร็จสิ้นสรุปสำนวนสั่งฟ้องจำเลยที่ ๑ และพนักงานอัยการจังหวัดสงขลาสั่งสำนวนโดยยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ แล้ว พนักงานสอบสวนกองปราบปรามได้ขอสำนวนการสอบสวนไปจากพนักงานอัยการจังหวัดสงขลาไปทำการสอบสวนเพิ่มเติมอีก ซึ่งเป็นการขัดกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๙ ถึงมาตรา ๑๔๓ พนักงานอัยการจังหวัดสงขลาจึงสั่งให้ทำการสอบสวนเพิ่มเติมย้อนหลัง การสอบสวนของพนักงานสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย พนักงานอัยการจังหวัดสงขลาไม่มีอำนาจฟ้องอีก ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยทั้งสองนี้ ศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๒ ซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงมาว่า เดิมพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอสะเดา ซึ่งได้แก่ร้อยตำรวจเอกวิโรจน์ เลนุกูล เป็นผู้สอบสวนคดีนี้ได้สอบสวนจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ต้องหาแต่ผู้เดียวต่อมาเมื่อวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๑๙ กรมตำรวจได้แต่งตั้งให้พนักงานสอบสวนกองปราบปรามทำการสอบสวนคดีนี้แต่ฝ่ายเดียว ทางพนักงานสอบสวนกองปราบปรามได้รีบไปติดต่อขอรับสำนวนการสอบสวนจากร้อยตำรวจเอกวิโรจน์เพื่อจะทำการสอบสวนคดีต่อไปหลายครั้ง แต่ไม่สามารถรับสำนวนการสอบสวนมาได้ เพราะไม่พบตัวร้อยตำรวจเอกวิโรจน์อยู่ที่สถานีตำรวจ ต่อมาวันที่ ๑๔ เดือนเดียวกันพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอสะเดากลับส่งสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการจังหวัดสงขลา โดยมีความเห็นสั่งฟ้องจำเลยที่ ๑ ทางพนักงานสอบสวนกองปราบปรามจึงไปติดต่อขอสำนวนการสอบสวนคืนไปจากพนักงานอัยการและทำการสอบสวนต่อไป ทั้งสองบุคคลอื่นที่เป็นผู้ต้องหาอีกหลายคนซึ่งมีจำเลยที่ ๒ รวมอยู่ด้วย ภายหลังทางพนักงานอัยการได้แนะนำให้พนักงานสอบสวนกองปราบปรามคืนสำนวนการสอบสวนให้แก่พนักงานอัยการไปก่อน และต่อมาพนักงานอัยการ ได้มีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนกองปราบปรามสอบสวนเพิ่มเติม พนักงานสอบสวนกองปราบปรามได้ทำการสอบสวนจนเสร็จสิ้นแล้วส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการ พิเคราะห์แล้ว ตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ฟังมานั้น เมื่อพนักงานสอบสวนกองปราบปรามขอสำนวนไปจากพนักงานอัยการจังหวัดสงขลา พนักงานอัยการจังหวัดสงขลายังหาได้สั่งสำนวนโดยยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกาไม่ แม้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอสะเดาทำการสอบสวนแล้วส่งสำนวนให้พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา โดยมีความเห็นสั่งฟ้องจำเลยที่ ๑ แล้วก็ตาม แต่พนักงานอัยการจังหวัดสงขลายังมิได้มีคำสั่งให้ฟ้องหรือไม่ฟ้องผู้ต้องหาแต่อย่างใด พนักงานสอบสวนกองปราบปรามซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้มีอำนาจสอบสวนคดีนี้แต่ฝ่ายเดียวก็ขอสำนวนคืนไไปจากพนักงานอัยการจังหวัดสงขลามาทำการสอบสวนเพิ่มเติม กรณีเช่นนี้ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า พนักงานสอบสวนกองปราบปรามยังมีอำนาจทำการสอบสวนคดีอยู่การสอบสวนเพิ่มเติมของพนักงานสอบสวนกองปราบปรามหาขัดกับบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๙ ถึงมาตรา ๑๔๓ ดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาไม่ การสอบสวนของพนักงานสอบสวนกองปราบปรามจึงชอบด้วยกฎหมาย และโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ศาลอุทธรณ์พิพากษามาชอบแล้วฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฎีกาเมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๒๗ นั้น เป็นการล่วงเลยกำหนดเวลายื่นฎีกาแล้วศาลฎีกาไม่อาจรับวินิจฉัยให้ได้ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4396/2528 พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา โจทก์ นายบักเส้ง หรือสุวรรณ อารีรักษ์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา · จำเลย - นายบักเส้ง หรือสุวรรณ อารีรักษ์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)โสภณ รัตนากร · วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์ · อภินย์ ปุษปาคม
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสงขลา - นายไพจิตร ประทีป ณ ถลาง · ศาลอุทธรณ์ - นายจเร อำนวยวัฒนา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 99/2541ฎีกา 5603/2542ฎีกา 9729/2556ฎีกา 1379/2524ฎีกา 3593/2529ฎีกา 1362/2537ฎีกา 3423/2548ฎีกา 11423/2554ฎีกา 1303/2568ฎีกา 6903/2543ฎีกา 3811/2528ฎีกา 3879/2542ฎีกา 1974/2539ฎีกา 6774/2558ฎีกา 1093/2482ฎีกา 2670/2521ฎีกา 2129/2537ฎีกา 1813/2531ฎีกา 403/2537ฎีกา 8408/2540ฎีกา 5790/2541ฎีกา 1239/2481ฎีกา 1548/2535ฎีกา 3277/2566
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา