⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1055/2555

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1055/2555

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การพรากผู้เยาว์ตาม ป.อ. มาตรา 319 มุ่งคุ้มครองอำนาจปกครองของผู้มีอำนาจปกครอง มิใช่ตัวผู้เยาว์ และการกระทำความผิดฐานพรากผู้เยาว์ที่เกิดขึ้นในหลายท้องที่ พนักงานสอบสวนในท้องที่ใดท้องที่หนึ่งที่เกี่ยวข้องมีอำนาจสอบสวนได้

ย่อคำพิพากษา

การพรากผู้เยาว์ตาม ป.อ. มาตรา 319 กฎหมายมุ่งคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล มิใช่ตัวผู้เยาว์ผู้ถูกพราก เพื่อมิให้ผู้ใดมาก่อการรบกวนหรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการกระทบกระทั่งต่ออำนาจปกครองไม่ว่าโดยตรงหรือปริยาย ทั้งกฎหมายไม่ได้จำกัดคำว่าพรากไปโดยวิธีการอย่างใดและไม่ว่าผู้เยาว์เป็นฝ่ายออกไปจากบ้านเองหรือมีผู้ชักนำก็ย่อมเป็นความผิด จำเลยเป็นผู้แจ้งแก่ผู้เยาว์ขณะอยู่กับโจทก์ร่วมที่จังหวัดอุบลราชธานีว่า หาที่พักได้แล้วที่ เอส.ที.แมนชั่น ผู้เยาว์จึงหนีออกจากบ้านของโจทก์ร่วมเดินทางไปหาจำเลยที่กรุงเทพมหานคร ถือได้ว่าการกระทำของจำเลยกระทบกระเทือนต่ออำนาจปกครองของโจทก์ร่วมที่จังหวัดอุบลราชธานีแล้ว จำเลยไม่ต้องเดินทางมาที่จังหวัดอุบลราชธานีด้วยตนเอง ผู้เยาว์เดินทางออกจากจังหวัดอุบลราชธานีซึ่งอยู่ในเขตอำนาจสอบสวนของสถานีตำรวจภูธรเมืองอุบลราชธานี เมื่อผู้เยาว์เดินทางมาถึงสถานีรถไฟดอนเมืองซึ่งอยู่ในเขตอำนาจสอบสวนของสถานีตำรวจนครบาลดอนเมือง จากนั้นจำเลยพาผู้เยาว์ไปที่ เอส.ที.แมนชั่น เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจสอบสวนของสถานีตำรวจนครบาลวังทองหลาง เมื่อผู้เยาว์เดินทางไปในหลายท้องที่ต่างกันจึงเป็นกรณีไม่แน่ว่าการกระทำความผิดได้กระทำในท้องที่ใดระหว่างหลายท้องที่และเป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องกันในท้องที่ต่าง ๆ เกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไป พนักงานสอบสวนในท้องที่ใดท้องที่หนึ่งที่เกี่ยวข้องจึงมีอำนาจสอบสวนได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 วรรคหนึ่ง (1), (3) และวรรคสอง ดังนั้น พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองอุบลราชธานีอันเป็นท้องที่ที่เกี่ยวข้องจึงมีอำนาจสอบสวนและเมื่อโจทก์ร่วมไปแจ้งความร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองอุบลราชธานี พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองอุบลราชธานีซึ่งเป็นท้องที่ที่พบการกระทำความผิดอยู่ก่อนจึงเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบตามมาตรา 19 วรรคสาม (ข) มีอำนาจสรุปสำนวนและทำความเห็นควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องส่งไปพร้อมสำนวนเพื่อให้พนักงานอัยการพิจารณาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 140, 141 และ 142 ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.19 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.140 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.141 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.142 ประมวลกฎหมายอาญา ม.319

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นายถนอม บิดาของนางสาว ป. ผู้เยาว์ ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า นางสาว ป. ผู้เยาว์ เกิดเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2526 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ร่วมกับนางประไพ ขณะเกิดเหตุอยู่ในความปกครองของโจทก์ร่วมโดยพักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 547/2 หมู่ที่ 18 ตำบลขามใหญ่ อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2543 ผู้เยาว์หนีออกจากบ้านที่จังหวัดอุบลราชธานีโดยนั่งรถไฟไปพบจำเลยที่สถานีรถไฟดอนเมือง กรุงเทพมหานคร จากนั้นจำเลยพาผู้เยาว์ไปพักที่เอส.ที.แมนชั่น ห้องที่ 112 ซอยลาดพร้าว 80/2 แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร โจทก์ร่วมทราบว่าผู้เยาว์ไปพักอาศัยอยู่กับจำเลยที่สถานที่ดังกล่าว เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2543 จึงไปแจ้งความร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองอุบลราชธานี ต่อมาวันที่ 13 มิถุนายน 2543 โจทก์ร่วมและนางประไพได้พาเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลวังทองหลางไปจับกุมจำเลยได้ขณะอยู่ในห้องพักดังกล่าวกับผู้เยาว์และแจ้งข้อหาว่าพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองอุบลราชธานีมีอำนาจสอบสวนและสั่งฟ้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า การพรากผู้เยาว์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 กฎหมายมุ่งคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล มิใช่ตัวผู้เยาว์ผู้ถูกพราก เพื่อมิให้ผู้ใดมาก่อการรบกวนหรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการกระทบกระทั่งต่ออำนาจปกครองไม่ว่าโดยตรงหรือปริยาย ทั้งกฎหมายไม่ได้จำกัดคำว่าพรากไปโดยวิธีการอย่างใดและไม่ว่าผู้เยาว์เป็นฝ่ายออกไปจากบ้านเองหรือมีผู้ชักนำก็ย่อมเป็นความผิด จำเลยเป็นผู้แจ้งแก่ผู้เยาว์ขณะอยู่กับโจทก์ร่วมที่จังหวัดอุบลราชธานีว่า หาที่พักได้แล้วที่เอส.ที.แมนชั่น ผู้เยาว์จึงหนีออกจากบ้านของโจทก์ร่วมเดินทางไปหาจำเลยที่กรุงเทพมหานคร ถือได้ว่าการกระทำของจำเลยกระทบกระเทือนต่ออำนาจปกครองของโจทก์ร่วมที่จังหวัดอุบลราชธานีแล้ว จำเลยไม่ต้องเดินทางมาที่จังหวัดอุบลราชธานีด้วยตนเอง ผู้เยาว์เดินทางออกจากจังหวัดอุบลราชธานีซึ่งอยู่ในเขตอำนาจสอบสวนของสถานีตำรวจภูธรเมืองอุบลราชธานี เมื่อผู้เยาว์เดินทางมาถึงสถานีรถไฟดอนเมืองซึ่งอยู่ในเขตอำนาจสอบสวนของสถานีตำรวจนครบาลดอนเมือง จากนั้นจำเลยพาผู้เยาว์ไปที่เอส.ที.แมนชั่น ซอยลาดพร้าว 80/2 แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจสอบสวนของสถานีตำรวจนครบาลวังทองหลาง เมื่อผู้เยาว์เดินทางไปในหลายท้องที่ต่างกันจึงเป็นกรณีไม่แน่ว่าการกระทำความผิดได้กระทำในท้องที่ใดระหว่างหลายท้องที่และเป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องกันในท้องที่ต่าง ๆ เกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไป พนักงานสอบสวนในท้องที่ใดท้องที่หนึ่งที่เกี่ยวข้องจึงมีอำนาจสอบสวนได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 วรรคหนึ่ง (1), (3) และวรรคสอง ดังนั้น พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองอุบลราชธานีอันเป็นท้องที่ที่เกี่ยวข้องจึงมีอำนาจสอบสวน ส่วนอำนาจสรุปสำนวนและสั่งฟ้องนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ร่วมไปแจ้งความร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองอุบลราชธานี พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองอุบลราชธานีซึ่งเป็นท้องที่ที่พบการกระทำความผิดอยู่ก่อนจึงเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบตามมาตรา 19 วรรคสาม (ข) มีอำนาจสรุปสำนวนและทำความเห็นควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องส่งไปพร้อมสำนวนเพื่อให้พนักงานอัยการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 140, 141 และ 142 ได้ ที่จำเลยฎีกาว่าพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองอุบลราชธานีไม่มีอำนาจสอบสวนและสั่งฟ้องนั้น จึงฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาประการสุดท้ายว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า ปัญหาว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ นั้น ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัย แม้ศาลชั้นต้นจะได้พิจารณาคดีมาจนเสร็จสิ้นกระแสความแล้วก็ตามแต่ศาลฎีกาก็ยังไม่สมควรที่จะวินิจฉัยไปเสียทีเดียว หากแต่เห็นสมควรที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาตามลำดับชั้นของศาล ทั้งนี้เพราะคดีอาจถูกจำกัดสิทธิในการอุทธรณ์ฎีกาได้ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1055/2555 พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี โจทก์ นายถนอม มิ่งวงศ์หรือมิ่งวงษ์ โจทก์ร่วม นายชาคร กุลพรุก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี · โจทก์ร่วม - นายถนอม มิ่งวงศ์หรือมิ่งวงษ์ · จำเลย - นายชาคร กุลพรุก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชัยยุทธ ศรีจำนงค์ · อนันต์ ชุมวิสูตร · สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดอุบลราชธานี - นายพิมุข เพชรชัด · ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายอาวุธ ปั้นปรีชา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.1922/2551

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1632/2518ฎีกา 977/2514ฎีกา 1379/2524ฎีกา 80/2493ฎีกา 119/2517ฎีกา 5103/2528ฎีกา 1303/2568ฎีกา 270/2468ฎีกา 70/2489ฎีกา 93/2529ฎีกา 1974/2539ฎีกา 34/2491ฎีกา 1401/2519ฎีกา 5790/2541ฎีกา 1754-1755/2523ฎีกา 2886-2888/2523ฎีกา 4679/2554ฎีกา 355/2470ฎีกา 522/2489ฎีกา 6634/2546ฎีกา 1430/2515ฎีกา 206/2464ฎีกา 4465/2530ฎีกา 283/2483
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา