⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1514/2532

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1514/2532

ป.อาญา ม.90, 91, 284 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การหน่วงเหนี่ยวผู้อื่นไว้เพื่อมุ่งประสงค์จะเอาตัวไปกระทำความผิดอย่างอื่นต่อไป ถือเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท การพาผู้เยาว์ไปกระทำอนาจารโดยผู้เยาว์ไม่ยินยอม ถือเป็นการล่วงอำนาจปกครองของบิดามารดา

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 กับพวกขับรถพาผู้เสียหายไปยังที่เปลี่ยวแล้วปลุกปล้ำจับหน้าอกและถอดเสื้อกางเกงผู้เสียหาย พอดีมีรถยนต์บรรทุกผ่านมา จำเลยที่ 1 จึงขับรถพาผู้เสียหายไปยังบ่อเลี้ยงปลาและดึงตัวผู้เสียหายลงมาจากรถ จำเลยที่ 1 กอดจูบผู้เสียหาย จำเลยที่ 2 กระชากกางเกงของผู้เสียหายออก ผู้เสียหายดิ้นหลุดแล้วกระโดดลงไปในบ่อเลี้ยงปลา จำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวกพูดข่มขู่ว่าถ้าไม่ขึ้นมาจะตามลงไปกดให้ตายบ้าง จะเอาไฟฟ้าช็อตบ้าง ทั้งมีพวกจำเลยบางคนถอดเสื้อกางเกงออกหมด บางคนเหลือแต่กางเกงในเป็นเหตุให้ผู้เสียหายไม่กล้าขึ้น ต้องทนทรมานอยู่ในบ่อถึง 1 ชั่วโมงเศษ และที่ผู้เสียหาขึ้นจากบ่อก็เพราะถูกหลอกว่าพวกจำเลยไปหมดแล้ว ผู้เสียหายจึงขึ้นมาแล้วถูกจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวกจับตัว ข่มขืนกระทำชำเราการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารและฐานหน่วงเหนี่ยวผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพ การที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 หน่วงเหนี่ยวผู้เสียหายไว้ก็เพื่อมุ่งประสงค์ที่จะเอาตัวผู้เสียหายไปข่มขืนกระทำชำเรา ซึ่งเป็นความประสงค์มาตั้งแต่ แรกแล้ว การกระทำดังกล่าวจึงต่อเนื่องกันตลอดมาโดยไม่ขาดตอน การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท แม้จะได้ความว่า ผู้เสียหายออกจากบ้านไปอยู่ที่อื่น แต่มารดาก็ยังให้สร้อยทองคำ ถือได้ว่ามารดายังอุปการะเลี้ยงดูผู้เสียหายอยู่ การที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 พาผู้เสียหายไปกระทำอนาจารโดยผู้เสียหายไม่ยินยอมถือได้ว่าเป็นการล่วงอำนาจปกครองของบิดามารดาจึงเป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์ หมายเหตุ วรรคสองวินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 3/2532

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.284 ประมวลกฎหมายอาญา ม.310 ประมวลกฎหมายอาญา ม.318 ประมวลกฎหมายอาญา ม.319

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.284 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.310 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๔, ๓๑๐, ๓๑๘, ๘๓, ๙๑ จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๔, ๓๑๐, ๓๑๘, ๘๓ ลงโทษฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร จำคุกคนละ ๒ ปี ฐานหน่วงเหนี่ยวผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพ จำคุกคนละ ๑ ปี ฐานพรากผู้เยาว์ จำคุกคนละ ๓ ปี รวมจำคุกคนละ ๖ ปี จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสามฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ได้ความจากผู้เสียหายว่า เมื่อผู้เสียหายกระโดดลงไปในบ่อเลี้ยงปลาแล้ว จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ กับพวกพูดข่มขู่ว่าถ้าไม่ขึ้นมาจะตามลงไปกดให้ตายบ้าง จะเอาไฟฟ้าช็อตบ้าง ทั้งมีพวกจำเลยบางคนถอดเสื้อกางเกงออกหมด บางคนเหลือแต่กางเกงในเป็นเหตุให้ผู้เสียหายไม่กล้าขึ้นจากบ่อเลี้ยงปลาต้องทนทรมานอยู่ในบ่อถึง ๑ ชั่วโมงเศษ และที่ผู้เสียหายขึ้นจากบ่อก็เพราะถูกจำเลยที่ ๑ กับพวกหลอกว่าพวกจำเลยไปหมดแล้ว ผู้เสียหายจึงขึ้นมาแล้วถูกจับตัวไว้ การกระทำของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ จึงเป็นความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพ ฎีกาจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต่อไปนี้มีว่า การกระทำของจำเลยที่ร่วมกันพาหญิงไปเพื่อการอนาจารและร่วมกันหน่วงเหนี่ยวผู้เสียหายให้ปราศจากเสรีภาพเป็นความผิดต่างกรรมกัน ดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมาหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า การที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ หน่วงเหนี่ยวผู้เสียหายไว้ก็เพื่อมุ่งประสงค์ที่จะเอาตัวผู้เสียหายไปข่มขืนกระทำชำเราซึ่งเป็นความประสงค์มาตั้งแต่แรกแล้ว การกระทำดังกล่าวจึงต่อเนื่องกันตลอดมาโดยไม่ขาดตอน การกระทำของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ มีความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารกระทงหนึ่ง และความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพอีกกระทงหนึ่งนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหาประการสุดท้าย จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ มีความผิดฐานพรากผู้เยาว์หรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่าขณะเกิดเหตุผู้เสียหายไม่ได้อาศัยอยู่กับบิดามารดาของผู้เสียหาย ได้ออกไปจากความปกครองดูแลของบิดามารดาเป็นเวลา ๒ ปีแล้ว การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดตามข้อหานี้ เทียบได้กับคำพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๕๕/๒๕๑๔ นั้น ข้อเท็จจริงในคำพิพากษาฎีกาดังกล่าวไม่เหมือนกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ แม้จะได้ความว่าผู้เสียหายออกจากบ้านไปอยู่ที่อื่น แต่มารดาก็ยังให้สร้อยทองคำ ถือได้ว่ามารดายังอุปการะเลี้ยงดูผู้เสียหายอยู่ การที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ พาผู้เสียหายไปกระทำอนาจารโดยผู้เสียหายไม่ยินยอมถือได้ว่าเป็นการล่วงอำนาจปกครองของบิดามารดา จึงเป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์ อนึ่ง ศาลฎีกาเห็นว่าที่ศาลชั้นต้นปรับโทษจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ โดยไม่ระบุวรรคนั้นไม่ถูกต้อง สมควรที่จะแก้ไขเสียให้ถูกต้อง และคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ สมควรลดโทษให้ด้วย พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ วรรคแรก, มาตรา ๓๑๐ วรรคแรก การกระทำของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ กรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา ๒๘๔ วรรคแรก ที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุกคนละ ๒ ปี มาตรา ๓๑๘ วรรคสาม จำคุกคนละ ๓ ปี รวมโทษจำคุกคนละ ๕ ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ หนึ่งในสามคงจำคุกจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ไว้คนละ ๓ ปี ๔ เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๓ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1514/2532 พนักงานอัยการจังหวัดพิจิตร โจทก์ นายสกลหรือตั้ม พงษ์ไพจิตร กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดพิจิตร · จำเลย - นายสกลหรือตั้ม พงษ์ไพจิตร กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อรรถวิทย์ วรรธนวินิจ · ธิรพันธุ์ รัศมิทัต · นาม ยิ้มแย้ม
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดพิจิตร - นายสุรชัย พิริยธนานันท์ · ศาลอุทธรณ์ - นายสุทธิ อินทุเศรษฐ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4825/2553ฎีกา 788/2545ฎีกา 3889/2543ฎีกา 1447/2531ฎีกา 1955/2546ฎีกา 1093/2568ฎีกา 1645/2531ฎีกา 3146/2541ฎีกา 3343/2534ฎีกา 2365/2563ฎีกา 3637/2559ฎีกา 13379/2555ฎีกา 9026/2553ฎีกา 3120/2559ฎีกา 6575/2551ฎีกา 1392/2564ฎีกา 21848/2555ฎีกา 7570/2541ฎีกา 20504/2556ฎีกา 1089/2559ฎีกา 3345/2535ฎีกา 7722/2544ฎีกา 2165/2531ฎีกา 4180/2548
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา