⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1514/2532

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1514/2532

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การหน่วงเหนี่ยวผู้อื่นไว้เพื่อมุ่งประสงค์จะเอาตัวไปกระทำความผิดอย่างอื่นต่อไป ถือเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท การพาผู้เยาว์ไปกระทำอนาจารโดยผู้เยาว์ไม่ยินยอม ถือเป็นการล่วงอำนาจปกครองของบิดามารดา

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 กับพวกขับรถพาผู้เสียหายไปยังที่เปลี่ยวแล้วปลุกปล้ำจับหน้าอกและถอดเสื้อกางเกงผู้เสียหาย พอดีมีรถยนต์บรรทุกผ่านมา จำเลยที่ 1 จึงขับรถพาผู้เสียหายไปยังบ่อเลี้ยงปลาและดึงตัวผู้เสียหายลงมาจากรถ จำเลยที่ 1 กอดจูบผู้เสียหาย จำเลยที่ 2 กระชากกางเกงของผู้เสียหายออก ผู้เสียหายดิ้นหลุดแล้วกระโดดลงไปในบ่อเลี้ยงปลา จำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวกพูดข่มขู่ว่าถ้าไม่ขึ้นมาจะตามลงไปกดให้ตายบ้าง จะเอาไฟฟ้าช็อตบ้าง ทั้งมีพวกจำเลยบางคนถอดเสื้อกางเกงออกหมด บางคนเหลือแต่กางเกงในเป็นเหตุให้ผู้เสียหายไม่กล้าขึ้น ต้องทนทรมานอยู่ในบ่อถึง 1 ชั่วโมงเศษ และที่ผู้เสียหาขึ้นจากบ่อก็เพราะถูกหลอกว่าพวกจำเลยไปหมดแล้ว ผู้เสียหายจึงขึ้นมาแล้วถูกจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวกจับตัว ข่มขืนกระทำชำเราการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารและฐานหน่วงเหนี่ยวผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพ การที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 หน่วงเหนี่ยวผู้เสียหายไว้ก็เพื่อมุ่งประสงค์ที่จะเอาตัวผู้เสียหายไปข่มขืนกระทำชำเรา ซึ่งเป็นความประสงค์มาตั้งแต่ แรกแล้ว การกระทำดังกล่าวจึงต่อเนื่องกันตลอดมาโดยไม่ขาดตอน การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท แม้จะได้ความว่า ผู้เสียหายออกจากบ้านไปอยู่ที่อื่น แต่มารดาก็ยังให้สร้อยทองคำ ถือได้ว่ามารดายังอุปการะเลี้ยงดูผู้เสียหายอยู่ การที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 พาผู้เสียหายไปกระทำอนาจารโดยผู้เสียหายไม่ยินยอมถือได้ว่าเป็นการล่วงอำนาจปกครองของบิดามารดาจึงเป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์ หมายเหตุ วรรคสองวินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 3/2532

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.284 ประมวลกฎหมายอาญา ม.310 ประมวลกฎหมายอาญา ม.318

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๔, ๓๑๐, ๓๑๘, ๘๓, ๙๑ จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๔, ๓๑๐, ๓๑๘, ๘๓ ลงโทษฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร จำคุกคนละ ๒ ปี ฐานหน่วงเหนี่ยวผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพ จำคุกคนละ ๑ ปี ฐานพรากผู้เยาว์ จำคุกคนละ ๓ ปี รวมจำคุกคนละ ๖ ปี จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสามฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ได้ความจากผู้เสียหายว่า เมื่อผู้เสียหายกระโดดลงไปในบ่อเลี้ยงปลาแล้ว จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ กับพวกพูดข่มขู่ว่าถ้าไม่ขึ้นมาจะตามลงไปกดให้ตายบ้าง จะเอาไฟฟ้าช็อตบ้าง ทั้งมีพวกจำเลยบางคนถอดเสื้อกางเกงออกหมด บางคนเหลือแต่กางเกงในเป็นเหตุให้ผู้เสียหายไม่กล้าขึ้นจากบ่อเลี้ยงปลาต้องทนทรมานอยู่ในบ่อถึง ๑ ชั่วโมงเศษ และที่ผู้เสียหายขึ้นจากบ่อก็เพราะถูกจำเลยที่ ๑ กับพวกหลอกว่าพวกจำเลยไปหมดแล้ว ผู้เสียหายจึงขึ้นมาแล้วถูกจับตัวไว้ การกระทำของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ จึงเป็นความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพ ฎีกาจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต่อไปนี้มีว่า การกระทำของจำเลยที่ร่วมกันพาหญิงไปเพื่อการอนาจารและร่วมกันหน่วงเหนี่ยวผู้เสียหายให้ปราศจากเสรีภาพเป็นความผิดต่างกรรมกัน ดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมาหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า การที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ หน่วงเหนี่ยวผู้เสียหายไว้ก็เพื่อมุ่งประสงค์ที่จะเอาตัวผู้เสียหายไปข่มขืนกระทำชำเราซึ่งเป็นความประสงค์มาตั้งแต่แรกแล้ว การกระทำดังกล่าวจึงต่อเนื่องกันตลอดมาโดยไม่ขาดตอน การกระทำของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ มีความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารกระทงหนึ่ง และความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพอีกกระทงหนึ่งนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหาประการสุดท้าย จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ มีความผิดฐานพรากผู้เยาว์หรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่าขณะเกิดเหตุผู้เสียหายไม่ได้อาศัยอยู่กับบิดามารดาของผู้เสียหาย ได้ออกไปจากความปกครองดูแลของบิดามารดาเป็นเวลา ๒ ปีแล้ว การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดตามข้อหานี้ เทียบได้กับคำพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๕๕/๒๕๑๔ นั้น ข้อเท็จจริงในคำพิพากษาฎีกาดังกล่าวไม่เหมือนกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ แม้จะได้ความว่าผู้เสียหายออกจากบ้านไปอยู่ที่อื่น แต่มารดาก็ยังให้สร้อยทองคำ ถือได้ว่ามารดายังอุปการะเลี้ยงดูผู้เสียหายอยู่ การที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ พาผู้เสียหายไปกระทำอนาจารโดยผู้เสียหายไม่ยินยอมถือได้ว่าเป็นการล่วงอำนาจปกครองของบิดามารดา จึงเป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์ อนึ่ง ศาลฎีกาเห็นว่าที่ศาลชั้นต้นปรับโทษจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ โดยไม่ระบุวรรคนั้นไม่ถูกต้อง สมควรที่จะแก้ไขเสียให้ถูกต้อง และคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ สมควรลดโทษให้ด้วย พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ วรรคแรก, มาตรา ๓๑๐ วรรคแรก การกระทำของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ กรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา ๒๘๔ วรรคแรก ที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุกคนละ ๒ ปี มาตรา ๓๑๘ วรรคสาม จำคุกคนละ ๓ ปี รวมโทษจำคุกคนละ ๕ ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ หนึ่งในสามคงจำคุกจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ไว้คนละ ๓ ปี ๔ เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๓ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1514/2532 พนักงานอัยการจังหวัดพิจิตร โจทก์ นายสกลหรือตั้ม พงษ์ไพจิตร กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดพิจิตร · จำเลย - นายสกลหรือตั้ม พงษ์ไพจิตร กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อรรถวิทย์ วรรธนวินิจ · ธิรพันธุ์ รัศมิทัต · นาม ยิ้มแย้ม
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดพิจิตร - นายสุรชัย พิริยธนานันท์ · ศาลอุทธรณ์ - นายสุทธิ อินทุเศรษฐ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7570/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 7722/2544ฎีกา 2165/2531ฎีกา 4180/2548ฎีกา 5305/2539ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1699/2525ฎีกา 1715/2545ฎีกา 6355/2544ฎีกา 1875/2547ฎีกา 633/2540ฎีกา 3911/2568ฎีกา 119/2517ฎีกา 7281/2537ฎีกา 1666/2521ฎีกา 8297/2540ฎีกา 2766/2546ฎีกา 8833/2554ฎีกา 3864/2546ฎีกา 2664/2520ฎีกา 3310/2541ฎีกา 34/2521ฎีกา 9083/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา