⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4876-4878/2528

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4876-4878/2528

ป.วิ.แพ่ง ม.1, 199, 224

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
จำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การมีสิทธิอ้างตนเองเป็นพยานเพื่อหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ แต่ไม่ถือว่าเป็นการกล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์

ย่อคำพิพากษา

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การแต่ได้อ้างตนเองเป็นพยานและถามค้านพยานโจทก์นั้นเป็นเรื่องสิทธิของจำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การพึงกระทำได้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 199วรรคสองแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งอันมีเจตนารมณ์เพื่อให้จำเลยมีโอกาสอ้างตนเองเป็นพยานเพื่อเสนอข้อเท็จจริงที่จะเป็นการหักล้างพยานหลักฐานโจทก์เท่านั้น ถือไม่ได้ว่าจำเลยได้กล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์เพราะจำเลยไม่ได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดี

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.1 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.199 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.224

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.1 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.199 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.224 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามปลูกเรือนคนละ 1 หลังในที่ดินของโจทก์ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามและบริวารรื้อถอนโรงเรือนออกไปจากที่ดินโจทก์และห้ามจำเลยทั้งสามกับบริวารเข้าเกี่ยวข้อง หากจำเลยทั้งสามไม่รื้อถอนให้โจทก์รื้อถอนได้เองโดยจำเลยทั้งสามออกค่าใช้จ่าย จำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์พร้อมทั้งรื้อถอนโรงเรือน ถ้าไม่รื้อถอนให้โจทก์รื้อเองได้โดยจำเลยทั้งสามเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสามผู้อาศัยออกจากอสังหาริมทรัพย์ซึ่งในขณะยื่นคำฟ้องอาจให้เช่าได้ไม่เกินเดือนละสองพันบาทจำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การ จึงมิได้กล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์หรือยกข้อโต้เถียงในเรื่องแปลความหมายแห่งข้อความในสัญญาเช่าหรืออาศัย ที่จำเลยทั้งสามมาศาลในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นอ้างตนเองเป็นพยานและถามค้านพยานโจทก์นั้นเป็นเพียงการดำเนินกระบวนพิจารณาในฐานะที่จำเลยทั้งสามเป็นพยานเท่านั้น ไม่เป็นการตั้งประเด็นโต้เถียงในเรื่องดังกล่าว คดีนี้จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ที่จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ว่าจำเลยทั้งสามมิได้อาศัยโจทก์ ฟ้องเกินกำหนดหนึ่งปีนับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองและจำเลยทั้งสามไม่จงใจขาดนัดนั้นเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้นและที่จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมนั้นเป็นการอุทธรณ์ข้อกฎหมายที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ต้องห้ามตามมาตรา 225 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและปัญหาดังกล่าวไม่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือต้องด้วยข้อยกเว้นข้ออื่นของบทกฎหมายมาตรานี้ศาลอุทธรณ์จึงไม่รับวินิจฉัยของจำเลยทั้งสาม พิพากษายกอุทธรณ์ จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าที่จำเลยฎีกาว่าการที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การแต่ได้ถามค้านพยานโจทก์และอ้างตนเองเบิกความเป็นพยานว่าจำเลยทั้งสามได้ครอบครองที่พิพาทเพื่อตนเองและทำประโยชน์มากว่า 30 ปีแล้ว เป็นการต่อสู้คดีมีประเด็นที่ศาลจะวินิจฉัยได้และเป็นการกล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 วรรคสองบัญญัติว่า "ถ้าการขาดนัดนั้นเป็นไปโดยจงใจหรือไม่มีเหตุอันสมควรแล้ว ให้ศาลมีคำสั่งให้ดำเนินคดีต่อไปโดยไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ ในกรณีเช่นนี้จำเลยอาจสาบานตนให้การเป็นพยานเองและถามค้านพยานโจทก์ได้ แต่หาอาจเรียกพยานของตนเข้าสืบได้ไม่" สำหรับคำให้การนั้น มาตรา 1(4) บัญญัติว่า "คำให้การ" หมายความว่ากระบวนพิจารณาใด ๆ ซึ่งคู่ความฝ่ายหนึ่งยกข้อต่อสู้เป็นข้อแก้คำฟ้องตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้ นอกจากคำแถลงการณ์และมาตรา 1(5)บัญญัติว่า "คำคู่ความ" หมายความว่า คำฟ้อง คำให้การ หรือคำร้องทั้งหลายที่ยื่นต่อศาลเพื่อตั้งประเด็นระหว่างคู่ความ ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามไม่ได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดี จึงไม่มีการตั้งประเด็นต่อสู้คดีในเรื่องกรรมสิทธิ์หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือกล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 224 ทั้งการที่จำเลยทั้งสามอ้างตนเองเป็นพยานและถามค้านพยานโจทก์นั้นเป็นเรื่องสิทธิของจำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การจึงกระทำได้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 199 วรรคสอง อันมีเจตนารมณ์เพื่อให้จำเลยมีโอกาสอ้างตนเองเป็นพยานเพื่อเสนอข้อเท็จจริงที่จะเป็นการหักล้างพยานหลักฐาน โจทก์เท่านั้น ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4876 - 4878/2528 นางพิศวง อรุณสกุล โจทก์ นายร่วง สังข์ช่วย กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางพิศวง อรุณสกุล · จำเลย - นายร่วง สังข์ช่วย กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อำนวย อินทุภูติ · ดำริ ศุภพิโรจน์ · สมศักดิ์ เกิดลาภผล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4810/2542ฎีกา 1010/2539ฎีกา 4715/2542ฎีกา 2563/2543ฎีกา 8903/2553ฎีกา 1679/2540ฎีกา 1168/2520ฎีกา 3007/2525ฎีกา 2834/2527ฎีกา 4637/2567ฎีกา 5640/2540ฎีกา 469/2531ฎีกา 7168/2542ฎีกา 5894/2541ฎีกา 3589/2525ฎีกา 1459/2539ฎีกา 1145/2512ฎีกา 8337/2540ฎีกา 57/2530ฎีกา 7279/2540ฎีกา 1002/2509ฎีกา 8444/2538ฎีกา 6455/2538ฎีกา 1948/2520
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา