⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1336/2529

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1336/2529

ป.พ.พ. ม.1382, 1385, 1387 ฯลฯ · ป.วิ.แพ่ง ม.249

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การได้สิทธิภาระจำยอมโดยอายุความนั้น ต้องเป็นการใช้ทางพิพาทโดยสงบ เปิดเผย และต่อเนื่องเป็นเวลา 10 ปี โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งขัดขวาง เมื่อที่ดินอันเป็นสามยทรัพย์ถูกโอนไป สิทธิภาระจำยอมย่อมตกติดไปกับที่ดินสามยทรัพย์นั้นด้วย

ย่อคำพิพากษา

เจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 2676 คนเดิม ได้ใช้ทางเดินผ่านเข้าออกในที่ดินจำเลยกับพวกโฉนดเลขที่ 1683 ออกไปสู่ทางสาธารณะเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้วโดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งขัดขวาง ทางพิพาทก็ตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 2676 เมื่อที่ดินแปลงดังกล่าวโอนมาเป็นของโจทก์ที่ 1 สิทธิในภาระจำยอมย่อมตกมาเป็นของโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 1 และผู้อยู่ในที่ดินดังกล่าวย่อมมีสิทธิใช้ทางพิพาท จำเลยไม่มีสิทธิห้ามมิให้ใช้ทางพิพาท

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1382 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1385 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1387 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1400 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1401

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1382 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1385 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1387 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ ๑ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๖๗๖ และโจทก์ที่ ๒ ไปปลูกบ้านอยู่ในที่ดินแปลงดังกล่าว โจทก์ทั้งสองได้เดินผ่านที่ดินของจำเลยโฉนดเลขที่ ๑๖๘๓ จนได้ภาระจำยอมในที่ดินดังกล่าวแล้ว ต่อมาจำเลยปิดกั้นทางเดิน ทำให้โจทก์ไม่สามารถเดินเข้าออกไปสู่ถนนสาธารณะได้ ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินโฉนดที่ ๑๖๘๓ ตกเป็นภาระจำยอมของที่ดินโฉนดที่ ๒๖๗๖ ให้จำเลยเปิดทางภาระจำยอมและห้ามจำเลยปิดกั้นต่อไป จำเลยให้การว่า ทางพิพาทไม่ใช่ทางภาระจำยอม จำเลยให้ผู้อื่นใช้ทางเดินดังกล่าว บางครั้งเพราะมนุษยธรรม จำเลยไม่เคยปิดกั้นทางเดินขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า ทางพิพาทในที่ดินโฉนดที่ ๑๖๘๓ ตกเป็นภาระจำยอมของที่ดินโฉนดที่ ๒๖๗๖ ให้จำเลยเปิดทางพิพาทและห้ามมิให้จำเลยปิดกั้นทางพิพาท จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๖๗๖ เป็นของนายตาด บุญเกิด โดยซื้อมาจากนางน้อม ธินทรัมพรรย์ นายจุ๊ย เอี่ยมโอภาส เมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๔๘๘ นายตาด บุญเกิดโอนให้นางสระสม สรอัครพงศ์ ซึ่งเป็นบุตร เมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๑๒ ต่อมานางสระสมขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๖๗๖ ให้โจทก์ที่ ๑ และขายบ้านเลขที่ ๒๔๓ ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๖๗๖ ให้โจทก์ที่ ๒ เมื่อวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๒๓ ที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๖๗๖ ของโจทก์ที่ ๑ ทางด้านทิศใต้ติดต่อกับที่ดินของจำเลยกับพวก และที่ดินของจำเลยกับพวกทางด้านทิศใต้ติดต่อกับถนนสายลวดซึ่งเป็นทางสาธารณะ ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า ทางพิพาทก็ตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๖๗๖ ของโจทก์ที่ ๑ หรือไม่ โจทก์มีนางสระสม สรอัครพงศ์ ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินเดิมและได้โอนขายให้แก่โจทก์ที่ ๑ เป็นพยานว่า เมื่อนายตาดบิดาซื้อที่ดินมาแล้วได้ปลูกบ้านขึ้น ๑ หลัง บิดามารดาและครอบครัวอาศัยอยู่ในบ้าน เข้าออกสู่ถนนสายลวดโดยเดินผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๖๘๓ ของจำเลยกับพวกดานทิศเหนือ กว้างประมาณ ๑.๕๐ เมตร เป็นระยะทาง ๔๐ เมตร และใช้ทางเดินนี้ตลอดมาจนกระทั่งขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๖๗๖ ให้โจทก์ที่ ๑ และขายบ้านให้แก่โจทก์ที่ ๒ ในการใช้ทางพิพาทจำเลยหรือคนอื่นมิได้โต้แย้ง นอกจากทางพิพาทแล้วไม่มีทางอื่นออกถนนสายลวด จำเลยที่ ๑ และนางประไพ แพรศรี ซึ่งเป็นเจ้าของร่วมในที่ดินโฉนด เลขที่ ๑๖๘๓ เบิกความรับว่า เดิมที่ดินที่นางสระสมขายให้โจทก์ที่ ๑ เป็นของนายตาด นายตาดได้ปลูกบ้านอาศัยอยู่ในที่ดิน เมื่อมีถนนสายลวดจำเลยกับพวกได้ทำทางพิพาทใช้เดินไปออกถนนสายลวด จำเลยและพวกญาติพี่น้องใช้ทางพิพาทผู้อื่นใช้ไม่ได้ นายตาดกับบุคคลในครอบครัวได้อาศัยทางพิพาทออกสู่ถนนสายลวดเป็นบางครั้ง เพราะที่ดินของนายตาดติดคลองตาเด็ด นายตาดใช้เรือขายของ ถนนสายลวดมีประมาณ ๒๐ ปีแล้ว ที่จำเลยอ้างว่าใช้ทางพิพาทไปออกถนนสายลวดเป็นบางครั้งนั้น ไม่สมเหตุผลเพราะตามปกติเมื่อมีทางที่จะไปได้สะดวกกว่า ใกล้กว่าทุกคนก็จะเลือกไปในทางที่สะดวกและใกล้กว่า พยานโจทก์มีน้ำหนักกว่าพยานจำเลยฟังเชื่อได้ตามคำเบิกความของนางสระสมพยานโจทก์ว่า นายตาดและครอบครัวได้ใช้ทางพิพาทเป็นประจำตลอดมาจนโอนเป็นของนางสระสม คนที่อยู่ในบ้านก็คงใช้ต่อมาจนถึงวันที่นางสระสมได้โอนขายให้โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ เป็นระยะเวลาติดต่อกันมาเกิน ๑๐ ปีแล้ว การที่นายตาดและครอบครัวรวมถึงบุคคลที่อยู่ในบ้านของนางสระสมเดินผ่านเข้าไปในทางพิพาทซึ่งเป็นที่ดินของจำเลยกับพวกเป็นเวลาเกิน ๑๐ ปีแล้ว ทางพิพาทตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๖๗๖ เมื่อโอนมาเป็นของโจทก์ที่ ๑ สิทธิในภาระจำยอมย่อมตกมาเป็นของโจทก์ที่ ๑ โจทก์ที่ ๑ และผู้อยู่ในที่ดินดังกล่าวย่อมมีสิทธิใช้ทางพิพาท จำเลยไม่มีสิทธิห้ามมิให้ใช้ทางพิพาท ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1336/2529 นายเสรี ประเสริฐวงษ์ กับพวก โจทก์ นายสมชาย ทองเหม จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายเสรี ประเสริฐวงษ์ กับพวก · จำเลย - นายสมชาย ทองเหม
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อภินย์ ปุษปาคม · พิชัย วุฒิจำนงค์ · ยรรยง อิทธิพงษ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสมุทรปราการ - นายบัญญา สุหธิบดี · ศาลอุทธรณ์ - นายสุทิน นนทแก้ว
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 770/2535ฎีกา 5473/2548ฎีกา 1452/2511ฎีกา 3206/2537ฎีกา 99/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2409/2551ฎีกา 3616/2558ฎีกา 3231/2557ฎีกา 4415/2528ฎีกา 5332/2553ฎีกา 4549/2540ฎีกา 605/2511ฎีกา 14887/2551ฎีกา 1360/2544ฎีกา 2520/2544ฎีกา 6321/2544ฎีกา 4432/2534ฎีกา 4470/2543ฎีกา 960/2559ฎีกา 8444/2538ฎีกา 6058/2538ฎีกา 1165/2537ฎีกา 6663/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา