คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2404/2529
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* การอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้าแทนที่โจทก์ในระหว่างพิจารณา ผู้ร้องสอดมีสิทธิดำเนินกระบวนพิจารณาเช่นเดียวกับโจทก์เดิม ส่วนโจทก์เดิมยังมีสิทธิและหน้าที่อยู่ และต้องผูกพันตามคำพิพากษาของศาลทุกประการ โจทก์เดิมจึงมีสิทธิฎีกาได้
* นิติบุคคลที่ดำเนินกิจการไปรษณีย์ มีหน้าที่ตามกฎหมายในการรับขนส่งไปรษณียภัณฑ์ ไม่ใช่ผู้ขนส่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
* เมื่อไปรษณียภัณฑ์สูญหาย ผู้รับฝากส่งไปรษณียภัณฑ์ต้องรับผิดตามพระราชบัญญัติไปรษณีย์และไปรษณียนิเทศ
* ผู้รับขนส่งที่รับมอบสิ่งของโดยไม่ได้รับแจ้งถึงสภาพและราคาของสิ่งของ และไม่ปรากฏว่าสิ่งของสูญหายไปจากที่
ย่อคำพิพากษา
โจทก์ฟ้องจำเลยเรียกค่าเสียหาย ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้าแทนที่โจทก์ ดังนี้ เป็นการอนุญาตให้ผู้ร้องสอดมีสิทธิดำเนินกระบวนพิจารณาเช่นเดียวกับโจทก์เดิม ส่วนโจทก์มีสิทธิและหน้าที่อยู่อย่างไรก็คงมีอยู่เช่นนั้น และต้องผูกพันโดยคำพิพากษาของศาลทุกประการ โจทก์จึงมีสิทธิฎีกาได้
จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลดำเนินกิจการไปรษณีย์ มีหน้าที่ตามกฎหมายในการรับขนส่งไปรษณียภัณฑ์ ของผู้ฝากส่งไปทั้งในและนอกราชอาณาจักร จำเลยที่ 1 จึงมิใช่ผู้ขนส่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์.
การฝากส่งสินค้าของโจทก์เป็นการฝากส่งไปรษณียภัณฑ์รับประกันเมื่อไปรษณียภัณฑ์สูญหาย จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดตามพระราชบัญญัติไปรษณีย์ พุทธศักราช 2477 มาตรา 29 ไปรษณียนิเทศ พุทธศักราช 2520 ข้อ 141
จำเลยที่ 2 มิได้รับขนส่งให้โจทก์และมิใช่การขนส่งหลายทอดแต่จำเลยที่ 2 มีหน้าที่ต้องขนส่งให้จำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติไปรษณีย์ พุทธศักราช 2477 มาตรา 48 ตามที่จำเลยที่1 กำหนดให้ส่ง ทั้งไม่ได้รับแจ้งถึงสภาพและราคาของไปรษณียภัณฑ์ที่บรรจุอยู่ในถุงไปรษณีย์ที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบให้และไม่ปรากฏว่าสินค้าของโจทก์สูญหายไปจากที่แห่งใด ถุงไปรษณียภัณฑ์ที่จำเลยที่ 2 รับไป จำเลยที่ 2 ได้ขนส่งไปถึงปลายทางในสภาพเรียบร้อยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อในการขนจนเป็นเหตุให้ของหาย จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.57 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.609 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.618 พระราชบัญญัติการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2519 ม.4 พระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ.2477 ม.8 พระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ.2477 ม.22 พระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ.2477 ม.28 พระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ.2477 ม.29 พระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ.2477 ม.30 พระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ.2477 ม.48 ไปรษณีย์นิเทศ พ.ศ.2520 ม.131 ไปรษณีย์นิเทศ พ.ศ.2520 ม.141 ไปรษณีย์นิเทศ พ.ศ.2520 ม.143 ไปรษณีย์นิเทศ พ.ศ.2520 ม.146 ไปรษณีย์นิเทศ พ.ศ.2520 ม.147 คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ส่งพลอยสีน้ำเงินเจียระไนและทับทิมเจียระไนไปให้ลูกค้าที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์โดยทางไปรษณีย์ของจำเลยที่ ๑ เสียค่าธรรมเนียมส่งเป็นไปรษณียภัณฑ์ต่างประเทศลงทะเบียนรับประกันภัย จำเลยที่ ๑ ได้ว่าจ้างจำเลยที่ ๒ ให้ส่งไปรษณียภัณฑ์ดังกล่าวอีกทอดหนึ่ง ต่อมาปรากฏว่าสินค้าที่ส่งไปนั้นสูญหาย จึงฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าเสียหายจำนวน ๘๖๓,๙๔๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ
จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ต้องรับผิด โจทก์ฝากส่งไปรษณียภัณฑ์ลงทะเบียนรับประกันแก่จำเลยที่ ๑ ในประเภทจดหมายรับประกันเป็นเงิน ๓,๙๕๐ บาท โจทก์จะได้บรรจุสินค้าราคาตามฟ้องในไปรษณียภัณฑ์ลงทะเบียนรับประกันหรือไม่ จำเลยที่ ๑ ไม่ทราบและไม่รับรอง จำเลยที่ ๑ ได้ส่งมอบให้จำเลยที่ ๒ ตามระเบียบแล้ว แต่ได้เกิดสูญหายไประหว่างอยู่ในความรับผิดชอบของจำเลยที่ ๒ ถือเป็นเหตุสุดวิสัย หากจำเลยที่ ๑ จะต้องรับผิดก็ไม่เกินจำนวนเงินที่โจทก์ขอรับประกันไว้เป็นเงิน ๓,๙๕๐ บาท และคืนค่าธรรมเนียมอีก ๑๒๘ บาท รวมเป็นเงิน ๔,๐๗๘ บาทจำเลยที่ ๒ ยังไม่ได้ชดใช้ค่าเสียหายให้จำเลยที่ ๑ ชอบที่โจทก์จะเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ ๒ โดยตรง ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ ๒ ให้การและเพิ่มเติมคำให้การว่าจำเลยที่ ๒ ได้ส่งมอบเที่ยวไปรษณีย์ให้แก่ที่ทำการไปรษณีย์ปลายทางโดยเรียบร้อยตามสภาพที่ได้รับจากจำเลยที่ ๑ หากโจทก์ส่งสินค้าของโจทก์ไปต่างประเทศทางไปรษณีย์ตามฟ้องจริงจำเลยที่ ๒ ก็ไม่ต้องรับผิด ความรับผิดของจำเลยที่ ๑ ตามกฎหมายและกฎข้อบังคับแห่งอนุสัญญาสากลไปรษณีย์จำกัดจำนวนไม่เกิน ๓,๙๕๐ บาท จำเลยที่ ๒ ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าจำเลยที่ ๑ กรรมสิทธิ์ในสินค้าโอนไปยังลูกค้าแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม นายสิทธิโชค ศรีเจริญ ไม่มีอำนาจฟ้องแทนโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง
ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นอนุญาตให้บริษัทไพบูลย์ประกันภัย จำกัด ร้องสอดเข้ามาแทนที่โจทก์
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าเสียหายรวม ๔,๐๙๘ บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องสอด คดีสำหรับจำเลยที่ ๒ ให้ยก
โจทก์และผู้ร้องสอด อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์และผู้ร้องสอดฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาวินิจฉัยข้อแรกตามคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ ๒ ว่า โจทก์มีสิทธิฎีกาหรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้าแทนที่โจทก์นั้นเป็นการอนุญาตให้ผู้ร้องสอดมีสิทธิดำเนินกระบวนพิจารณาเช่นเดียวกับโจทก์เดิม ส่วนโจทก์มีสิทธิและหน้าที่อยู่อย่างไรก็คงมีอยู่เช่นนั้น และต้องผูกพันโดยคำพิพากษาของศาลทุกประการโจทก์จึงมีสิทธิฎีกาได้
ปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์และผู้ร้องสอดมีว่า จำเลยที่ ๑ จะต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใด โจทก์และผู้ร้องสอดฎีกาว่า จำเลยที่ ๑ จะต้องรับผิดชดใช้สิ่งของที่โจทก์สูญหายตามราคาที่ได้แจ้งไว้ที่ไปรษณียภัณฑ์ เป็นเงิน ๔๒,๐๐๐ เหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินไทย ๘๖๓,๙๔๐ บาท พิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลดำเนินการไปรษณีย์ มีหน้าที่ตามกฎหมายในการรับขนส่งไปรษณียภัณฑ์ของผู้ฝากส่งไปทั้งในและนอกราชอาณาจักร โจทก์ได้จัดส่งสินค้าไปทางไปรษณีย์อันเป็นกิจการและธุรกิจตามกฎหมายของจำเลยที่ ๑ ซึ่งมีวิธีการในการฝากส่งตามระเบียบของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ จึงมิใช่ผู้ขนส่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๐๙ บัญญัติให้บังคับตามกฎหมายและกฎข้อบังคับสำหรับทบวงการนั้น ซึ่งมีพระราชบัญญัติไปรษณีย์ พุทธศักราช ๒๔๗๗ และพระราชบัญญัติการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๑๙ บัญญัติกำหนดอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ไว้เกี่ยวกับการฝากส่งไปรษณียภัณฑ์ จำเลยที่ ๑ ได้มีข้อบังคับออกใช้เรียกว่าไปรษณียนิเทศ พุทธศักราช ๒๕๒๐ ซึ่งออกตามความในมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๑๙ และมาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติไปรษณีย์ พุทธศักราช ๒๔๗๗ ไปรษณียนิเทศ พุทธศักราช ๒๕๒๐ ข้อ ๑๓๑ ระบุว่า ไปรษณียภัณฑ์แบ่งออกเป็น ๕ ชนิด คือ จดหมายไปรษณียบัตร ของตีพิมพ์ พัสดุย่อย เครื่องอ่านสำหรับคนเสียจักษุข้อ ๑๔๑ ระบุว่า จดหมายรับประกัน คือจดหมายต่างประเทศที่ทางการให้ความคุ้มครองรักษาเป็นพิเศษหากของที่รับประกันสูญหายหรือเสียหายไปทั้งหมดหรือบางส่วนในระหว่างส่งทางไปรษณีย์เพราะความผิดของทางการ ทางการยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้ตามราคาที่เป็นจริงของจดหมายรับประกันที่สูญหายหรือเสียหาย แต่ไม่เกินจำนวนเงินที่ขอรับประกันไว้ ข้อ ๑๔๓ ระบุว่า ไปรษณียภัณฑ์ชนิดอื่น ๆ ไม่อนุญาตให้รับประกัน ข้อ ๑๔๗ ห้ามขอรับประกันเกินกว่าราคาแท้จริงของสิ่งที่บรรจุอยู่ แต่จะขอรับประกันน้อยกว่าราคาแท้จริงก็ได้และข้อ ๑๔๖ ระบุว่าจำนวนเงินที่จะขอให้รับประกันอย่างสูงไม่เกิน ๓,๙๕๐ บาท หรือ ๕๐๐ แฟรงค์ทองต่อจดหมาย ๑ ฉบับ ข้อบังคับตามไปรษณียนิเทศ พุทธศักราช ๒๕๒๐ จะเห็นว่าสิ่งของที่ฝากส่งทางไปรษณียภัณฑ์รับประกันมีเฉพาะจดหมายรับประกันเท่านั้น จดหมายที่ขอให้รับประกันจะจดแจ้งราคาหรือไม่ก็ได้ การขอให้รับประกันจะเกินกว่าราคาที่แท้จริงของสิ่งที่บรรจุอยู่ไม่ได้ สิ่งของที่บรรจุอยู่หากมีราคามากกว่า ๓,๙๐๐ บาท ขอให้รับประกันได้ไม่เกิน ๓,๙๕๐ บาท ข้อบังคับของจำเลยที่ ๑ โจทก์รู้ดีอยู่แล้วตามคำเบิกความตอบคำถามค้านของนายสิมา เศรษสุทธิ พยานโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานส่งของของโจทก์ว่า จำเลยที่ ๑ รับประกันความเสียหายไว้สูงสุดเป็นเงิน ๓,๙๕๐ บาท เนื่องจากจำเลยที่ ๑ รับประกันความเสียหายไว้เป็นจำนวนดังกล่าว โจทก์จึงเอาสินค้าไปประกันกับบริษัทไพบูลย์ประกันภัยจำกัด (ผู้ร้องสอด) อีกทอดหนึ่ง โดยประกันเต็มราคาสินค้าอันเป็นการยอมรับแล้วว่า จำเลยที่ ๑ จำกัดความรับผิดที่จะต้องชดใช้เมื่อสิ่งของที่ฝากส่งโดยจดหมายรับประกันสูญหายเท่าที่รับประกันตามข้อบังคับเท่านั้น มิใช่ราคาตามที่ระบุไว้ตาม มาตรา ๒๙ แห่งพระราชบัญญัติไปรษณีย์ พุทธศักราช ๒๔๗๗ บัญญัติว่ากรม (จำเลยที่ ๑) จะต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนในการที่ไปรษณียภัณฑ์ประกัน แตกหัก สูญหาย ในระหว่างส่งทางไปรษณีย์ตามข้อบังคับที่ใช้อยู่เวลานั้น ความรับผิดของจำเลยที่ ๑ ในการใช้ค่าสินไหมทดแทน จึงต้องบังคับตามไปรษณียนิเทศ พุทธศักราช๒๕๒๐ ข้อ ๑๔๑ ส่วนมาตรา ๓๐ เป็นบทบัญญัติให้สันนิษฐานว่า ไปรษณียภัณฑ์มีราคาตามที่ระบุแจ้งราคาไว้ในกรณีที่ต้องใช้ราคาของไปรษณียภัณฑ์ที่แตกหักสูญหาย อันมิใช่ไปรษณียภัณฑ์รับประกัน กรณีของโจทก์โจทก์ได้ฝากส่งประเภทไปรษณียภัณฑ์รับประกันโดยแจ้งขอประกันไปรษณียภัณฑ์ของโจทก์ที่ส่งเป็นจำนวนเงิน ๓,๙๕๐ บาท และเสียค่าธรรมเนียมในการฝากส่ง รวมค่าธรรมเนียมเป็นเงิน ๑๔๘ บาท เมื่อรวมกับเงินที่โจทก์ขอประกันกับจำเลยที่ ๑ แล้วเป็นเงิน ๔,๐๙๘ บาท ตามเอกสารหมาย จ.๖ การที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ ๑ ประกันไปรษณียภัณฑ์ของโจทก์เป็นเงิน ๓,๙๕๐ บาท เมื่อไปรษณียภัณฑ์ที่โจทก์ส่งสูญหายไป จำเลยที่ ๑ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ตามที่กำหนดไว้ในไปรษณียนิเทศ ตามที่ได้รับประกันไว้จากโจทก์รวมค่าธรรมเนียมเป็นเงิน ๔,๐๙๘ บาท
ปัญหาวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยที่ ๒ ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยที่ ๒ มิได้รับขนส่งให้โจทก์ และกรณีมิใช่การขนส่งหลายทอด หากแต่เป็นกรณีที่จำเลยที่ ๒ มีหน้าที่ต้องขนส่งให้จำเลยที่ ๑ ตามพระราชบัญญัติไปรษณีย์ พุทธศักราช ๒๔๗๗ มาตรา ๔๘ ตามที่จำเลยที่ ๑ กำหนดให้ส่งทั้งไม่ได้รับแจ้งถึงสภาพและราคาของไปรษณียภัณฑ์ที่บรรจุอยู่ในถุงไปรษณีย์ที่จำเลยที่ ๑ ส่งมอบให้ และไม่ปรากฏว่าสินค้าของโจทก์สูญหายไปจากที่แห่งใด ถุงไปรษณียภัณฑ์ที่จำเลยที่ ๒ รับไป จำเลยที่ ๒ ได้ขนส่งไปถึงปลายทางในสภาพเรียบร้อยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๒ ได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อในการขนจนเป็นเหตุให้ของหาย จำเลยที่ ๒ ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์
พิพากษายืน.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2404/2529
ห้างหุ้นส่วนจำกัดเอส.เอ.เจม โจทก์
บริษัทไพบูลย์ประกันภัย จำกัด ผู้ร้องสอด
การสื่อสารแห่งประเทศไทย ที่ 1 บริษัทสายการบินอลิตาเลีย จำกัด ที่ 2 จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - ห้างหุ้นส่วนจำกัดเอส.เอ.เจม · ผู้ร้องสอด - บริษัทไพบูลย์ประกันภัย จำกัด · จำเลย - การสื่อสารแห่งประเทศไทย ที่ 1 บริษัทสายการบินอลิตาเลีย จำกัด ที่ 2 |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | อภินย์ ปุษปาคม · พิชัย วุฒิจำนงค์ · ยรรยง อิทธิพงษ์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายก้าน อันนานนท์ · ศาลอุทธรณ์ - นายประชา บุญวนิช |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา