⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2617/2529

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2617/2529

ป.อาญา ม.83, 268, 341

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยมอบเช็คที่ลักมาให้ผู้อื่นไปกระทำการปลอมลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายและนำไปขึ้นเงิน ถือว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมในการใช้ตั๋วเงินปลอมและฉ้อโกง

ย่อคำพิพากษา

เช็คปลอมจำนวน 23 ฉบับ เป็นส่วนหนึ่งของเช็คที่จำเลยลักมาจากธนาคารโจทก์ร่วมซึ่งจำเลยเป็นพนักงานอยู่ ไม่ปรากฏว่าเช็คดังกล่าวได้สูญหายไปจากจำเลย การที่บุคคลอื่นจะนำเช็คนั้นไปกรอกวันเดือนปี จำนวนเงิน และปลอมลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายทำเป็นเช็คปลอมแล้วนำไปขึ้นเงินได้นั้นบุคคลนั้นต้องได้รับเช็คไปจากจำเลยการที่จำเลยมอบเช็คที่ลักมาให้ผู้อื่นไปกระทำการดังกล่าว เป็นขั้นตอนที่จะให้สำเร็จผลดังเจตนาของจำเลยกับพวกในการที่จะหลอกลวงเอาเงินจากโจทก์ร่วมโดยนำเช็คปลอมนั้น ๆ ไปขึ้นเงินตามเช็คปลอม 23 ฉบับนั้น จำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกับผู้อื่นใช้ตั๋วเงินปลอมและฉ้อโกงโจทก์ร่วม

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.268 ประมวลกฎหมายอาญา ม.341

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.268 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.341 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๙๑, ๒๖๔, ๒๖๖, ๒๖๘, ๓๓๕, ๓๔๑ และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่โจทก์ จำเลยให้การปฏิเสธ ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด เข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๑๑) รวมสองกรรม ให้ลงโทษจำเลยในข้อนี้มีกำหนดกรรมละ ๑ ปีกับผิดตามมาตรา ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๒๖๔, ๒๖๖ (๔) และมาตรา ๓๔๑, ๘๓ อันเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา ๒๖๘ ประกอบมาตรา ๒๖๔, ๒๖๖ (๔), ๘๓ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา ๙๐ รวมยี่สิบห้ากรรม ลงโทษจำเลยในข้อหานี้มีกำหนดกรรมละ ๑ ปี เรียงกระทงโทษจำเลยรวมทั้งสิ้นยี่สิบเจ็ดกระทงตามมาตรา ๓, ๙๑ (๒) พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ฉบับที่ ๖ พ.ศ. ๒๕๒๖ มาตรา ๔ เป็นให้จำคุกจำเลยไว้กำหนด ๒๐ ปี และให้จำเลยใช้ราคาสมุดเช็ค ๒ เล่ม เป็นเงิน ๔๐ บาท กับชดใช้เงินตามเช็ค ๒๒๐,๐๐๐ บาทแก่โจทก์ร่วมด้วย คำขอของโจทก์อย่างอื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา ๒๖๔, ๒๖๖ (๔), ๓๔๑, ๘๓ จำนวน ๒๒ กระทง เมื่อเรียงกระทงลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ ๒ กรรม ฐานใช้เอกสารปลอมและฉ้อโกง ๓ กระทง รวม ๕ กรรม จำคุกกรรมละ ๑ ปี รวมจำคุก ๕ ปี ให้จำเลยคืนเงินตามเช็คจำนวน ๒๐,๐๐๐ บาทแก่ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด สาขาถลาง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นพนักงานของโจทก์ร่วมมีหน้าที่ควบคุมดูแลบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน นายบำรุง วงศ์ชุมพิศ เป็นลูกค้าของโจทก์ร่วมโดยเปิดบัญชีกระแสรายวัน จำเลยได้ใช้อุบายลักสมุดเช็คของโจทก์ร่วมไป รวม ๒ เล่ม เล่มที่ลักในครั้งแรกมี ๒๐ ฉบับ และเล่มที่ลักไปครั้งที่สองมี ๒๕ ฉบับ โดยจำเลยกรอกข้อความลงในบัญชีจ่ายเช็คว่าสมุดเช็คดังกล่าวจ่ายให้นายบำรุง วงศ์ชุมพิศ ต่อมาระหว่างวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๒๑ ถึงวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๒๒ ต่อเนื่องกันได้มีบุคคลนำเช็คที่จำเลยลักไปทั้งสองเล่มดังกล่าวไปกรอกข้อความวันเดือนปี จำนวนเงินและข้อความอื่น ๆ ทั้งปลอมลายมือชื่อนายบำรุง วงศ์ชุมพิศ เป็นผู้สั่งจ่ายเงินตามเช็คนั้น ๆ รวม ๒๕ ฉบับ รวมเป็นจำนวนเงิน ๒๒๐,๐๐๐ บาท และมีบุคคลนำเช็คปลอมดังกล่าวไปขอรับเงินจากโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมหลงเชื่อว่าเป็นเช็คที่นายบำรุง วงศ์ชุมพิศ เป็นผู้สั่งจ่ายจริง จึงจ่ายเงินตามเช็คปลอมนั้น ๆ ให้แก่ผู้ขอรับเงินตามเช็คปลอมนั้นไปรวม ๒๕ ฉบับ รวมเป็นเงิน ๒๒๐,๐๐๐ บาท โดยจำเลยเป็นผู้นำเช็คดังกล่าวไปขอรับเงิน ๓ ฉบับ และวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายต่อไปว่า คดีมีปัญหาว่าเช็คปลอมเอกสารหมาย จ.๔ ถึง จ.๒๕ ที่บุคคลอื่นนำไปรับเงินนั้น จำเลยได้ร่วมกระทำความผิดใช้เช็คปลอมและฉ้อโกงด้วยหรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวนี้เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเช็คปลอมเอกสารหมาย จ.๔ ถึง จ.๒๕ เป็นเช็คที่จำเลยลักมาและตามสำนวนข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าเช็คที่จำเลยลักมาดังกล่าวได้สูญหายไป การที่บุคคลอื่นจะนำเช็คที่จำเลยลักมานั้นไปกรอกวันเดือนปี จำนวนเงินและปลอมลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายทำเป็นเช็คปลอมแล้วนำไปขึ้นเงินได้นั้นบุคคลนั้นต้องได้รับเช็คนั้น ๆ ไปจากจำเลย การที่จำเลยมอบเช็คที่ลักมาให้ผู้อื่นไปกระทำการดังกล่าว เห็นว่าเป็นขั้นตอนที่จะให้สำเร็จผลดังเจตนาของจำเลยกับพวกในการที่จะหลอกลวงเอกเงินโจทก์ร่วม โดยนำเช็คปลอมนั้น ๆ ไปขึ้นเงินตามเช็คปลอมเอกสารหมาย จ.๔ ถึง จ.๒๕ จำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกับผู้อื่นใช้ตั๋วเงินปลอมและฉ้อโกงโจทก์ร่วมสำหรับเช็คแต่ละฉบับที่นำไปขึ้นเงินซึ่งเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ คดีนี้จำเลยและพวกนำเช็คปลอมไปขึ้นเงินรวม ๒๕ ฉบับตามเอกสารหมาย จ.๔ ถึง จ.๒๘ รวมเป็นเงิน ๒๒๐,๐๐๐ บาท จำเลยต้องมีความผิดทุกกรรมรวม ๒๕ กรรม ซึ่งศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยไปแล้ว ๓ กรรม พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดให้ลงโทษจำเลยและบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2617/2529 พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต โจทก์ ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด โจทก์ร่วม นายวิโรจน์ สิงห์สุวรรณ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต · โจทก์ร่วม - ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด · จำเลย - นายวิโรจน์ สิงห์สุวรรณ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ยนต์ พิรวินิจ · สุรัตน์ ศรีอนุพันธุ์ · สุรัตน์ ศรีอนุพันธุ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดภูเก็ต - หม่อมหลวงฤทธิเทพ เทวกุล · ศาลอุทธรณ์ - นายเจริญ นิลเอสงฆ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 20504/2556ฎีกา 3345/2535ฎีกา 180/2554ฎีกา 712/2559ฎีกา 861/2521ฎีกา 2303/2518ฎีกา 599/2532ฎีกา 1268/2515ฎีกา 6196/2534ฎีกา 1270/2506ฎีกา 6355/2544ฎีกา 3911/2568ฎีกา 4225/2559ฎีกา 647/2563ฎีกา 3578/2531ฎีกา 8496/2558ฎีกา 2092/2564ฎีกา 16867/2557ฎีกา 2766/2546ฎีกา 3800/2564ฎีกา 16889/2555ฎีกา 2936/2543ฎีกา 6863/2543ฎีกา 1/2567
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา