⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2617/2529

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2617/2529

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยมอบเช็คที่ลักมาให้ผู้อื่นไปกระทำการปลอมลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายและนำไปขึ้นเงิน ถือว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมในการใช้ตั๋วเงินปลอมและฉ้อโกง

ย่อคำพิพากษา

เช็คปลอมจำนวน 23 ฉบับ เป็นส่วนหนึ่งของเช็คที่จำเลยลักมาจากธนาคารโจทก์ร่วมซึ่งจำเลยเป็นพนักงานอยู่ ไม่ปรากฏว่าเช็คดังกล่าวได้สูญหายไปจากจำเลย การที่บุคคลอื่นจะนำเช็คนั้นไปกรอกวันเดือนปี จำนวนเงิน และปลอมลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายทำเป็นเช็คปลอมแล้วนำไปขึ้นเงินได้นั้นบุคคลนั้นต้องได้รับเช็คไปจากจำเลยการที่จำเลยมอบเช็คที่ลักมาให้ผู้อื่นไปกระทำการดังกล่าว เป็นขั้นตอนที่จะให้สำเร็จผลดังเจตนาของจำเลยกับพวกในการที่จะหลอกลวงเอาเงินจากโจทก์ร่วมโดยนำเช็คปลอมนั้น ๆ ไปขึ้นเงินตามเช็คปลอม 23 ฉบับนั้น จำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกับผู้อื่นใช้ตั๋วเงินปลอมและฉ้อโกงโจทก์ร่วม

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.268 ประมวลกฎหมายอาญา ม.341

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๙๑, ๒๖๔, ๒๖๖, ๒๖๘, ๓๓๕, ๓๔๑ และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่โจทก์ จำเลยให้การปฏิเสธ ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด เข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๑๑) รวมสองกรรม ให้ลงโทษจำเลยในข้อนี้มีกำหนดกรรมละ ๑ ปีกับผิดตามมาตรา ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๒๖๔, ๒๖๖ (๔) และมาตรา ๓๔๑, ๘๓ อันเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา ๒๖๘ ประกอบมาตรา ๒๖๔, ๒๖๖ (๔), ๘๓ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา ๙๐ รวมยี่สิบห้ากรรม ลงโทษจำเลยในข้อหานี้มีกำหนดกรรมละ ๑ ปี เรียงกระทงโทษจำเลยรวมทั้งสิ้นยี่สิบเจ็ดกระทงตามมาตรา ๓, ๙๑ (๒) พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ฉบับที่ ๖ พ.ศ. ๒๕๒๖ มาตรา ๔ เป็นให้จำคุกจำเลยไว้กำหนด ๒๐ ปี และให้จำเลยใช้ราคาสมุดเช็ค ๒ เล่ม เป็นเงิน ๔๐ บาท กับชดใช้เงินตามเช็ค ๒๒๐,๐๐๐ บาทแก่โจทก์ร่วมด้วย คำขอของโจทก์อย่างอื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา ๒๖๔, ๒๖๖ (๔), ๓๔๑, ๘๓ จำนวน ๒๒ กระทง เมื่อเรียงกระทงลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ ๒ กรรม ฐานใช้เอกสารปลอมและฉ้อโกง ๓ กระทง รวม ๕ กรรม จำคุกกรรมละ ๑ ปี รวมจำคุก ๕ ปี ให้จำเลยคืนเงินตามเช็คจำนวน ๒๐,๐๐๐ บาทแก่ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด สาขาถลาง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นพนักงานของโจทก์ร่วมมีหน้าที่ควบคุมดูแลบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน นายบำรุง วงศ์ชุมพิศ เป็นลูกค้าของโจทก์ร่วมโดยเปิดบัญชีกระแสรายวัน จำเลยได้ใช้อุบายลักสมุดเช็คของโจทก์ร่วมไป รวม ๒ เล่ม เล่มที่ลักในครั้งแรกมี ๒๐ ฉบับ และเล่มที่ลักไปครั้งที่สองมี ๒๕ ฉบับ โดยจำเลยกรอกข้อความลงในบัญชีจ่ายเช็คว่าสมุดเช็คดังกล่าวจ่ายให้นายบำรุง วงศ์ชุมพิศ ต่อมาระหว่างวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๒๑ ถึงวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๒๒ ต่อเนื่องกันได้มีบุคคลนำเช็คที่จำเลยลักไปทั้งสองเล่มดังกล่าวไปกรอกข้อความวันเดือนปี จำนวนเงินและข้อความอื่น ๆ ทั้งปลอมลายมือชื่อนายบำรุง วงศ์ชุมพิศ เป็นผู้สั่งจ่ายเงินตามเช็คนั้น ๆ รวม ๒๕ ฉบับ รวมเป็นจำนวนเงิน ๒๒๐,๐๐๐ บาท และมีบุคคลนำเช็คปลอมดังกล่าวไปขอรับเงินจากโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมหลงเชื่อว่าเป็นเช็คที่นายบำรุง วงศ์ชุมพิศ เป็นผู้สั่งจ่ายจริง จึงจ่ายเงินตามเช็คปลอมนั้น ๆ ให้แก่ผู้ขอรับเงินตามเช็คปลอมนั้นไปรวม ๒๕ ฉบับ รวมเป็นเงิน ๒๒๐,๐๐๐ บาท โดยจำเลยเป็นผู้นำเช็คดังกล่าวไปขอรับเงิน ๓ ฉบับ และวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายต่อไปว่า คดีมีปัญหาว่าเช็คปลอมเอกสารหมาย จ.๔ ถึง จ.๒๕ ที่บุคคลอื่นนำไปรับเงินนั้น จำเลยได้ร่วมกระทำความผิดใช้เช็คปลอมและฉ้อโกงด้วยหรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวนี้เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเช็คปลอมเอกสารหมาย จ.๔ ถึง จ.๒๕ เป็นเช็คที่จำเลยลักมาและตามสำนวนข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าเช็คที่จำเลยลักมาดังกล่าวได้สูญหายไป การที่บุคคลอื่นจะนำเช็คที่จำเลยลักมานั้นไปกรอกวันเดือนปี จำนวนเงินและปลอมลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายทำเป็นเช็คปลอมแล้วนำไปขึ้นเงินได้นั้นบุคคลนั้นต้องได้รับเช็คนั้น ๆ ไปจากจำเลย การที่จำเลยมอบเช็คที่ลักมาให้ผู้อื่นไปกระทำการดังกล่าว เห็นว่าเป็นขั้นตอนที่จะให้สำเร็จผลดังเจตนาของจำเลยกับพวกในการที่จะหลอกลวงเอกเงินโจทก์ร่วม โดยนำเช็คปลอมนั้น ๆ ไปขึ้นเงินตามเช็คปลอมเอกสารหมาย จ.๔ ถึง จ.๒๕ จำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกับผู้อื่นใช้ตั๋วเงินปลอมและฉ้อโกงโจทก์ร่วมสำหรับเช็คแต่ละฉบับที่นำไปขึ้นเงินซึ่งเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ คดีนี้จำเลยและพวกนำเช็คปลอมไปขึ้นเงินรวม ๒๕ ฉบับตามเอกสารหมาย จ.๔ ถึง จ.๒๘ รวมเป็นเงิน ๒๒๐,๐๐๐ บาท จำเลยต้องมีความผิดทุกกรรมรวม ๒๕ กรรม ซึ่งศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยไปแล้ว ๓ กรรม พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดให้ลงโทษจำเลยและบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2617/2529 พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต โจทก์ ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด โจทก์ร่วม นายวิโรจน์ สิงห์สุวรรณ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต · โจทก์ร่วม - ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด · จำเลย - นายวิโรจน์ สิงห์สุวรรณ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ยนต์ พิรวินิจ · สุรัตน์ ศรีอนุพันธุ์ · สุรัตน์ ศรีอนุพันธุ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดภูเก็ต - หม่อมหลวงฤทธิเทพ เทวกุล · ศาลอุทธรณ์ - นายเจริญ นิลเอสงฆ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5665/2538ฎีกา 4043/2528ฎีกา 2439/2539ฎีกา 4949/2540ฎีกา 2020/2519ฎีกา 13043/2557ฎีกา 8723/2544ฎีกา 1955/2546ฎีกา 5246/2548ฎีกา 1093/2568ฎีกา 959/2531ฎีกา 787/2532ฎีกา 255/2529ฎีกา 1837/2531ฎีกา 3637/2559ฎีกา 9026/2553ฎีกา 2581/2548ฎีกา 1597/2532ฎีกา 2593/2521ฎีกา 2918/2522ฎีกา 3345/2535ฎีกา 180/2554ฎีกา 98/2537ฎีกา 915/2566
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา