⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2651/2529

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2651/2529

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อผู้ทรงเช็คมีส่วนผิดเป็นเหตุให้เช็คสูญหายและเช็คนั้นได้ใช้เงินไปแล้ว หนี้ที่ผู้ทรงเช็คจะเรียกเก็บจากผู้สั่งจ่ายย่อมระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 วรรคสาม

ย่อคำพิพากษา

จำเลยทั้งสามซื้อพลอยจากโจทก์แล้วออกเช็คพิพาทลงวันที่ล่วงหน้าชำระหนี้ค่าพลอยให้โจทก์ ต่อมาเช็คนั้นหายไปจากความครอบครองของโจทก์และมีผู้แก้ไขวันออกเช็คและนำเช็คดังกล่าวเบิกเงินไปในบัญชีของจำเลยที่ธนาคารไป ดังนี้ เมื่อพฤติการณ์ของโจทก์มีส่วนทำให้เกิดกรณีเช็คพิพาทถูกลัก โจทก์มีส่วนผิดเป็นเหตุให้เช็คพิพาทหายไปและเช็คนั้นได้ใช้เงินแล้ว หนี้ที่จำเลยต้องชำระราคาพลอยให้แก่โจทก์ย่อมจะระงับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 วรรคสาม จำเลยทั้งสามไม่ต้องรับผิดชำระค่าพลอยที่ซื้อไปจากโจทก์ให้แก่โจทก์อีก แม้เมื่อโจทก์ทราบว่าเช็คหายโจทก์ได้รีบบอกแก่จำเลยและธนาคารเพื่อไม่ให้ใช้เงินแล้ว แต่ปรากฏว่าโจทก์บอกกล่าวแก่จำเลยหลังจากที่มีการใช้เงินตามเช็คแล้ว การบอกกกล่าวจึงไม่เป็นประโยชน์แก่โจทก์ หมายเหตุ มติที่ประชุมใหญ่ครั้งที่ 3/2529

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.194 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.321 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.486 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1010 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1011

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามสั่งซื้อพลอยราคา ๖๘,๐๐๐ บาทจากโจทก์ ได้รับพลอยไปแล้วและสั่งจ่ายเช็คลงวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๒๔ ให้แก่โจทก์ชำระราคาพลอย แต่ในวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๒๔ เช็คดังกล่าวหายไปจากโจทก์ โจทก์จึงไม่ได้รับเงินตามเช็ค ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระราคาสินค้าจำนวน ๖๘,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งสามให้การว่าที่โจทก์ทำเช็คหายเป็นความผิดของโจทก์เอง โจทก์ไม่สุจริตร่วมกับพวกขีดฆ่าวันที่ลงในเช็คแล้วไปขอรับเงินก่อนเช็คถึงกำหนดการซื้อขายรายนี้ได้มีการส่งมอบของและชำระเงินกันเสร็จเรียบร้อย และโจทก์ได้รับเงินแล้ว เป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาด จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิจารณาแล้วได้ความว่า จำเลยทั้งสามซื้อพลอยแดง ๑ เม็ดจากโจทก์ในราคา ๖๘๐,๐๐๐ บาท แล้วออกเช็คพิพาทลงวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๒๔ ตามสำเนาเช็คเอกสารหมาย จ.๕ ชำระหนี้ให้โจทก์ ต่อมาเช็คนั้นหายไปจากความครอบครองของโจทก์และมีผู้แก้ไขวันออกเช็คเป็นวันที่ ๕ ครั้นวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๒๔ นายไพบูลย์ เกียรติวัฒนาศิลป์ นำเช็คดังกล่าวเบิกเงินในบัญชีของจำเลยที่ธนาคารไปมีปัญหาว่าจำเลยทั้งสามต้องรับผิดชำระค่าพลอยที่ซื้อไปจากโจทก์อีกหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหานี้โดยที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ภูมิลำเนาของโจทก์อยู่ที่กรุงเทพมหานคร ธนาคารผู้จ่ายเงินตามเช็คพิพาทก็ตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร โจทก์ไปทำธุรกิจที่จังหวัดเชียงใหม่ชั่วคราวจะกลับก่อนวันเช็คถึงกำหนด ไม่มีความจำเป็นที่ต้องนำเช็คพิพาทติดตัวไปด้วย ปรากฏตามคำให้การโจทก์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแม่ปิง อำเภอเมืองเชียงใหม่ว่า ระหว่างพักอยู่ที่โรงแรมที่จังหวัดเชียงใหม่ โจทก์พานายกิตติศักดิ์ ซึ่งโจทก์ไม่รู้จักนามสกุล ไม่ทราบที่อยู่ เพียงแต่ทราบว่าเป็นคนกรุงเทพมหานคร ไปพักในห้องเดียวกัน จนเป็นเหตุให้เช็คพิพาท สมุดฝากเงินต่อธนาคารและบัตรประจำตัวประชาชนของโจทก์ถูกลักไป แล้วมีผู้นำเช็คพิพาทไปเบิกเงิน นำสมุดฝากเงินกับบัตรประจำตัวประชาชนของโจทก์เป็นหลักฐานไปถอนเงินจากธนาคาร ดังนี้ พฤติการณ์ของโจทก์จึงเป็นที่เห็นได้ว่ามีส่วนทำให้เกิดกรณีเช็คพิพาทถูกลัก และโดยที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๒๑ วรรคสาม บัญญัติว่า "ถ้าชำระหนี้ด้วยออก ด้วยโอน หรือด้วยสลักหลังตั๋วเงิน หรือประทวนสินค้า ท่านว่าหนี้นั้นจะระงับสิ้นไปต่อเมื่อตั๋วเงินหรือประทวนสินค้านั้นได้ใช้เงินแล้ว" เมื่อโจทก์มีส่วนผิดเป็นเหตุให้เช็คพิพาทหายไปและเช็คนั้นได้ใช้เงินแล้ว หนี้ที่จำเลยต้องชำระราคาพลอยแดงให้แก่โจทก์ย่อมจะระงับไป จำเลยทั้งสามไม่ต้องรับผิดชำระค่าพลอยที่ซื้อไปจากโจทก์ให้แก่โจทก์อีก ที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า เมื่อโจทก์ทราบว่าเช็คหายโจทก์ได้รีบบอกแก่จำเลยและธนาคารเพื่อไม่ให้ใช้เงินแล้ว โจทก์จึงได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๑๑ และมาตรา ๑๐๑๐ มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากจำเลยนั้น ปรากฏว่าโจทก์บอกกล่าวแก่จำเลยหลังจากที่มีการใช้เงินตามเช็คแล้ว การบอกกล่าวไม่เป็นประโยชน์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า หนี้ระหว่างโจทก์จำเลยระงับไปแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๒๑ วรรคสาม ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2651/2529 นายพงษ์ศักดิ์ ไกรสุวรรณสาร โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดเอส ที ดี เยมส์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายพงษ์ศักดิ์ ไกรสุวรรณสาร · จำเลย - ห้างหุ้นส่วนจำกัดเอส ที ดี เยมส์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมบูรณ์ บุญภินนท์ · จำรัส เขมะจารุ · สุพจน์ นาถะพินธุ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายประเสริฐ ศรีสุข · ศาลอุทธรณ์ - นายสถิตย์ เล็งไธสง
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2603/2530ฎีกา 1452/2511ฎีกา 712-713/2520ฎีกา 1143/2494ฎีกา 4867/2533ฎีกา 1303/2533ฎีกา 865/2510ฎีกา 2478/2517ฎีกา 2843/2546ฎีกา 6549/2542ฎีกา 1678/2546ฎีกา 298/2517ฎีกา 6320/2534ฎีกา 802/2511ฎีกา 612-615/2519ฎีกา 867/2523ฎีกา 5112/2552ฎีกา 1256/2518ฎีกา 583/2506ฎีกา 92/2531ฎีกา 6449/2544ฎีกา 3329/2550ฎีกา 4564/2543ฎีกา 6220/2548
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา