⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2961/2529

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2961/2529

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การนำสืบถึงความเป็นจริงในระหว่างผู้มีกรรมสิทธิ์ร่วมกันย่อมทำได้โดยไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย ศาลมีอำนาจพิพากษาให้โจทก์ได้รับส่วนแบ่งตามความเป็นจริง แม้จะน้อยกว่าที่อ้างในคำฟ้องก็ตาม คดีอสังหาริมทรัพย์ที่มีทุนทรัพย์ไม่เกิน 50,000 บาท และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ไม่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง ศาลย่อมพิพากษาให้โจทก์ได้รับที่ดินส่วนที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นของตน แม้คำฟ้องจะไม่ได้ระบุเจาะจงว่าเป็นที่ดินส่วนใด หาใช่การพิพากษาเกินคำขอไม่

ย่อคำพิพากษา

จำเลยเป็นฝ่ายออกเงินซื้อที่ดินแปลงพิพาททั้งหมดในราคา 60,000 บาท แล้วใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของร่วมด้วย การที่สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระบุว่าตกลงซื้อขายกันในราคา 25,000 บาท แต่จำเลยนำสืบว่าซื้อมาในราคา 60,000 บาท เป็นการนำสืบถึงความเป็นจริงในระหว่างผู้มีกรรมสิทธิ์ร่วมกัน ย่อมนำสืบได้ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) โจทก์ฟ้องขอแบ่งที่ดินพิพาทโดยอ้างว่าเป็นของตนครึ่งหนึ่ง ทางพิจารณาได้ความว่าโจทก์มีส่วนเพียง 1 ใน 3 ส่วนของเนื้อที่ทั้งหมด ศาลพิพากษาให้โจทก์ได้รับส่วนแบ่งตามความเป็นจริงได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (2) คดีที่พิพาทกันเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง แม้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ไม่เกิน 50,000 บาท และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ก็ไม่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง โจทก์ฟ้องขอแบ่งที่ดินมีโฉนดที่โจทก์ครอบครอง โดยอ้างว่าเป็นของโจทก์ครึ่งหนึ่งของโฉนด แม้มิได้ขอเจาะจงว่าที่ดินส่วนใดเป็นของโจทก์ แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าที่พิพาทตอนใต้ของถนนเนื้อที่ 1 ใน 3 ส่วนของเนื้อที่ทั้งหมด จำนวน130 1/2 ตารางวาเป็นของโจทก์ ศาลย่อมพิพากษาว่าที่พิพาทด้านทิศใต้ของถนนตลอดแนวเป็นของโจทก์ได้ หาเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือคำฟ้องไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.94 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.248

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่าที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๕๓๑ ตำบลสุรศักดิ์ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรีเนื้อที่ ๓ งาน ๙๑ ตารางวา เป็นของโจทก์และจำเลยทั้งสองถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน โดยโจทก์ถือกรรมสิทธิ์ครึ่งหนึ่ง จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภรรยาร่วมกันถือกรรมสิทธิ์อีกครึ่งหนึ่ง โจทก์และจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๑ เป็นต้นมา โจทก์มีความประสงค์ขอแบ่งแยกที่ดินแต่จำเลยทั้งสองไม่ยอมแบ่งให้โจทก์ จึงขอให้ศาลพิพากษาบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๕๓๑ ตำบลสุรศักดิ์ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่งหากจำเลยทั้งสองไม่ทำการแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ ก็ให้ขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวทั้งแปลง แล้วแบ่งเงินให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง จำเลยทั้งสองให้การว่า ปี พ.ศ. ๒๕๑๑ จำเลยทั้งสองได้ติดต่อซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๕๓๑ ตำบลสุรศักดิ์ (ศรีราชา) อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ ๓ งาน ๙๑ ตารางวา ในราคา ๖๐,๐๐๐ บาท ได้จดทะเบียนซื้อขายกันเมื่อวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๑๑ ก่อนจดทะเบียนซื้อขายด้วยความสงสารโจทก์ซึ่งเป็นพี่จำเลยที่ ๑ ร่วมบิดามารดาเดียวกันและครอบครัวที่ไม่มีที่ดินของตนเองปลูกบ้านอยู่ จำเลยทั้งสองจึงตกลงให้ที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๕๓๑ แก่โจทก์เพื่อใช้ปลูกบ้านเนื่องที่ประมาณ ๔๐ ตารางวา จำเลยทั้งสองได้นำโจทก์ไปจดทะเบียนลงชื่อร่วมกับจำเลยทั้งสองในโฉนดด้วย ซึ่งความจริงจำเลยเป็นคนออกเงินซื้อที่ดินนั้นแต่ฝ่ายเดียว และเพื่อหลบค่าธรรมเนียมการโอน จึงได้จดทะเบียนระบุว่าซื้อขายกันในราคา ๒๕,๐๐๐ บาท ซึ่งความจริงซื้อมาในราคา ๖๐,๐๐๐ บาท และเนื่องจากจำเลยทั้งสองมีบ้านอยู่ในที่ดินของจำเลยอีกแปลงหนึ่งซึ่งอยู่ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๕๓๑ (แปลงพิพาท) ทางด้านทิศตะวันตก เมื่อซื้อที่ดินแปลงพิพาทแล้วจำเลยจึงแบ่งที่ดินแปลงพิพาททำเป็นทางเข้าออกจากบ้านของจำเลยสู่ถนนสาธารณะ โดยทำเป็นทางจากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออกกว้างประมาณ ๔ เมตร และจำเลยได้ชี้เขตที่ดินประมาณ ๔๐ ตารางวาแบ่งให้เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์เป็นส่วนสัดตั้งแต่นั้นมาแต่ยังมิได้แบ่งโฉนดกัน จำเลยทั้งสองได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินส่วนที่เหลือจนเต็มเนื้อที่โดยความสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาติดต่อกันประมาณ๑๔ ปีแล้ว เมื่อประมาณ ปี พ.ศ. ๒๕๑๖ โจทก์จึงเริ่มเข้าปลูกบ้านในที่ดินจำนวน ๔๐ ตารางวาของโจทก์และต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๒๓ โจทก์จึงย้ายครอบครัวเข้าไปพักในบ้านของโจทก์มาจนบัดนี้ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิในที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๕๓๑ เพียงเท่าที่ปลูกบ้านอยู่เป็นเนื้อที่ ๔๐ ตารางวา พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๕๓๑ ตำบลสุรศักดิ์ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ให้แก่โจทก์เป็นเนื้อที่ ๔๐ ตารางวาที่ปลูกบ้าน หากจำเลยทั้งสองไม่จัดการแบ่งแยกให้นำที่ดินออกขายทอดตลาดแล้วแบ่งเงินให้โจทก์ตามส่วนและให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ในทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ในปัญหาที่ว่าโจทก์ได้ออกเงินซื้อที่ดินพิพาทคนละครึ่งกับจำเลยหรือจำเลยเป็นฝ่ายออกเงินซื้อที่ดินแปลงพิพาททั้งหมดแล้วใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของร่วมด้วย ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยฟังข้อเท็จจริงว่าพยานหลักฐานของจำเลยมีเหตุผลรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายออกเงินซื้อที่ดินแปลงพิพาทนี้มาทั้งหมดในราคา ๖๐,๐๐๐ บาท แล้วใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของร่วมด้วย เนื่องจากโจทก์เป็นพี่ชายของจำเลยที่ ๑ และเคยเป็นหัวหน้าควบคุมคนงานทำไร่ ทำผลประโยชน์ให้แก่จำเลยที่โจทก์อ้างว่าได้ออกเงินซื้อที่ดินคนละครึ่งกับจำเลยนั้นฟังไม่ขึ้น และวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระบุว่าตกลงซื้อขายกันในราคา ๒๕,๐๐๐ บาท แต่จำเลยนำสืบว่าซื้อมาในราคา ๖๐,๐๐๐ บาทนั้น เป็นการนำสืบถึงความเป็นจริงในระหว่างผู้ที่มีกรรมสิทธิ์ร่วมกันย่อมนำสืบได้ ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๔ (ข) ในปัญหาที่ว่าโจทก์มีสิทธิในที่พิพาทเป็นจำนวนเท่าใด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงได้ความว่าเมื่อซื้อที่พิพาทมาแล้ว จำเลยที่ ๑ ได้ตัดถนนผ่านที่พิพาทจากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตกเข้าสู่ที่ดินของจำเลยอีกแปลงหนึ่ง ทำให้ที่พิพาทแบ่งออกเป็น ๒ แปลง คือแปลงด้านทิศเหนือของถนนกับแปลงด้านทิศใต้ของถนน โดยเฉพาะแปลงด้านทิศเหนือมีเนื้อที่มากกว่าแปลงด้านทิศใต้ ๒ เท่า เมื่อโจทก์เข้าปลูกบ้านในที่พิพาทก็ปลูกทางด้านทิศใต้ของถนนโดยปลูกบ้านหันหน้าไปทางทิศตะวันออกสู่ทางสาธารณะ และเมื่อจำเลยปลูกกล้วยไม้และปลูกบ้านให้เช่าเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๒ ก็ปลูกบ้านทางด้านทิศเหนือของถนน จำเลยเพิ่งจะมาปลูกบ้านอีกหลังหนึ่งพร้อมกับโรงรถทางด้านทิศใต้ของถนน เมื่อก่อนโจทก์ฟ้องคดีเพียง ๑ เดือนเศษเท่านั้นซึ่งฝ่ายโจทก์ได้ห้ามปรามแต่จำเลยไม่เชื่อฟังโจทก์จึงไฟแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจไว้ เมื่อจำเลยปลูกโรงรถได้มีการตัดต้นมะม่วงที่โจทก์ปลูกไว้ โจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ ๑ เป็นคดีอาญาในข้อหาทำให้เสียทรัพย์ศาลแขวงชลบุรีพิพากษายกฟ้องเพราะคดีฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๑ เป็นคนตัดต้นมะม่วงนั้นตามพฤติการณ์แสดงอยู่ว่า นอกจากโจทก์จะปลูกบ้านทางด้านใต้ของถนนแล้ว ทางฝ่ายโจทก์ยังได้ครอบครองที่พิพาททางด้านทิศใต้ของถนนนั้นด้วย ที่จำเลยอ้างว่าตกลงยกที่พิพาทให้โจทก์เพียง ๔๐ ตารางวาเพื่อให้ปลูกบ้านนั้น เห็นว่าถ้าจำเลยตกลงยกที่ดินให้โจทก์เพียง ๔๐ ตารางวา แต่เหตุใดเมื่อไปจดทะเบียนซื้อขายกันนั้น จำเลยจึงไม่จดแจ้งไว้ในโฉนดด้วยว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์ร่วมในที่พิพาทเป็นจำนวนกี่ส่วนของเนื้อที่ทั้งหมด กรณีมีเหตุน่าเชื่อว่า การที่จำเลยทั้งสองซื้อที่พิพาทมาและใส่ชื่อโจทก์ให้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลยทั้งสองด้วยนั้น ก็โดยเจตนายกที่พิพาทให้แก่โจทก์ ๑ ใน ๓ ส่วนของเนื้อที่ทั้งหมด และเมื่อซื้อมาแล้วได้ตกลงกันให้ที่พิพาทตอนใต้ของถนนเป็นของโจทก์ซึ่งโจทก์ได้ครอบครองตลอดมา ที่จำเลยต่อสู้ว่ายกที่พิพาทให้โจทก์เพียง ๔๐ ตารางวาเท่าที่ปลูกบ้านนั้นฟังไม่ขึ้น และที่โจทก์อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของตนครึ่งหนึ่ง ก็เป็นการกล่าวอ้างเกินความจริง ซึ่งศาลมีอำนาจพิพากษาให้โจทก์ได้รับส่วนแบ่งตามความเป็นจริงได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒(๒) ในปัญหาที่จำเลยแก้ฎีกาอ้างว่า คดีนี้ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๘ เพราะเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์ไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปรากฏว่าคดีนี้เป็นคดีที่พิพาทกันเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๘ วรรคสอง จึงไม่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๕๓๑ตำบลสุรศักดิ์ (ศรีราชา) อำเภอศรีราชา (บางพระ) จังหวัดชลบุรี ให้แก่โจทก์เป็นจำนวน ๑๓๐ เศษ ๑ ส่วน ๓ ตารางวา โดยให้โจทก์ได้รับส่วนแบ่งทางด้านทิศใต้ของถนนตลอดแนว หากจำเลยทั้งสองไม่จัดการแบ่งให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2961/2529 นายถนอม งามทัพ โจทก์ นายโพธิ์ งามทัพ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายถนอม งามทัพ · จำเลย - นายโพธิ์ งามทัพ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เสวก จันทร์ผ่อง · สหัส สิงหวิริยะ · สาระ เสาวมล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดชลบุรี - นายสุทธินัด คำพล · ศาลอุทธรณ์ - นายส่งศักดิ์ เปรมวุติ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1721/2528ฎีกา 1452/2511ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 83-84/2529ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1561/2520ฎีกา 3099/2524ฎีกา 2572/2541ฎีกา 794/2509ฎีกา 891/2510ฎีกา 861/2540ฎีกา 1896/2492ฎีกา 2520/2544ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 2170/2517ฎีกา 6058/2538ฎีกา 6455/2538ฎีกา 1959/2529ฎีกา 2610/2538ฎีกา 1302/2535ฎีกา 5494/2541
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา