⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3170/2529

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3170/2529

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้สิ้นสุดลงแล้ว การยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ต้องทำภายในกำหนดเวลา 15 วัน นับแต่วันที่พฤติการณ์นั้นสิ้นสุดลง และต้องไม่เกิน 6 เดือนนับแต่วันที่มีการบังคับตามคำพิพากษา

ย่อคำพิพากษา

เมื่อศาลฎีกาพิพากษาแล้ว ศาลชั้นต้นได้ออกคำบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาภายใน 30 วัน และได้ส่งคำบังคับให้แก่จำเลยโดยวิธีปิดประกาศหน้าศาลเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2521 หลังจากครบกำหนดตามคำบังคับแล้วโจทก์ได้ดำเนินการขอให้ศาลบังคับคดีขับไล่บริวารจำเลยออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตลอดมา และเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2526 ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายจับจำเลยมาเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาต่อไป ศาลชั้นต้นสั่งให้หมายเรียกจำเลยมาสอบถามในวันที่ 27 ธันวาคม 2526 จำเลยรับหมายเรียกวันที่ 11 ธันวาคม 2527 ถึงวันนัดสอบถามจำเลยก็แถลงว่า ยังอยู่ในที่พิพาท และขอเวลาขนย้ายทรัพย์สินออกไปภายใน 2 เดือน การที่จำเลยอยู่ในที่พิพาทและแถลงยินยอมออกไปจากที่พิพาท แสดงว่า จำเลยได้ทราบถึงการถูกฟ้อง การส่งคำบังคับและการบังคับตามคำพิพากษาที่กระทำกันมาแต่ต้นเป็นอย่างดีแล้ว จำเลยยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่วันที่ 11 มกราคม 2526จึงเป็นการยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่เกินกำหนดเวลา 15 วัน นับแต่พฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้สิ้นสุดลง ทั้งยังพ้นกำหนด 6 เดือน นับแต่วันที่มีการบังคับตามคำพิพากษา จำเลยจึงไม่มีสิทธิขอให้พิจารณาใหม่ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.208

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสี่และนายชลอ สุภาแพ่ง ได้ตกลงให้จำเลยปลูกสร้างอาคารโรงภาพยนตร์และตึกแถวสามชั้นในที่ดินของโจทก์ตามแบบแปลนที่ทางเทศบาลเมืองเพชรบุรีอนุญาต โดยจำเลยมีหน้าที่ออกค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างทั้งสิ้นเมื่อจำเลยก่อสร้างเสร็จแล้ว โจทก์ยินยอมให้จำเลยเช่าโรงภาพยนตร์และตึกแถวดังกล่าวปรากฏว่าจำเลยก่อสร้างผิดแบบแปลน โจทก์จึงบอกเลิกสัญญากับจำเลย ขอให้จำเลยรื้อถอนโรงภาพยนตร์และตึกแถวกับสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ หากจำเลยไม่จัดการรื้อถอนให้โจทก์รื้อถอนเองโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ต่อไป และให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเนื่องจากการผิดสัญญาจากจำเลย โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ทั้งสี่ฎีกา ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาแล้ว ศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาภายใน ๓๐ วันโดยปิดประกาศไว้ที่หน้าศาลเมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๒๑ หลังจากครบกำหนดตามคำบังคับแล้ว โจทก์ได้ดำเนินการบังคับให้บริวารของจำเลยออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ ต่อมาวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๒๖ ได้ยื่นคำร้องขอให้ออกหมายจับจำเลยมาเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาต่อไป ศาลชั้นต้นสั่งให้หมายเรียกจำเลยมาสอบถามวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๒๖ เวลา ๑๓.๓๐ นาฬิกาจำเลยได้รับหมายเรียกของศาลศาลชั้นต้นวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๒๖ โดยวิธีวางหมายถึงวันนัดสอบถามจำเลยแถลงว่า ยังอยู่ในที่พิพาท ขอเวลาขนย้ายทรัพย์สินออกไปภายใน ๒ เดือน โจทก์ยอมตามที่ขอ วันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๒๗ จำเลยยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ อ้างว่าการดำเนินคดีของโจทก์ตั้งแต่ฟ้องจนถึงชั้นบังคับคดี จำเลยไม่ทราบ เพราะจำเลยย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ที่อื่น ไม่ได้อยู่ที่ภูมิลำเนาตามฟ้อง จำเลยเพิ่งทราบว่าถูกฟ้องต่อเมื่อศาลจังหวัดเพชรบุรีได้นำหมายเรียกของศาลแพ่งมาส่งให้แก่จำเลยเพื่อไปสอบถามเมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๒๖ จำเลยมิได้เจตนาขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาคดีจำเลยมีทางชนะคดีโจทก์ได้ ศาลชั้นต้นสั่งคำขอของจำเลยว่า จำเลยยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่เมื่อพ้นกำหนด ๖ เดือน นับแต่วันที่มีการบังคับตามคำพิพากษาให้ยกคำขอ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้รับคำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยไว้ดำเนินการต่อไป โจทก์ทั้งสี่ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ได้ความว่า เมื่อศาลฎีกาพิพากษาแล้วศาลชั้นต้นได้ออกคำบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาภายใน ๓๐ วัน และได้ส่งคำบังคับให้แก่จำเลยโดยปิดประกาศหน้าศาลเมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๒๑ หลังจากครบกำหนดตามคำบังคับแล้ว โจทก์ก็ได้ดำเนินการขอให้ศาลบังคับคดีขับไล่บริวารจำเลยออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ตลอดมา และเมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๒๖ ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายจับจำเลยมาเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาต่อไป ศาลชั้นต้นสั่งให้หมายเรียกจำเลยมาสอบถามในวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๒๖ จำเลยรับหมายเรียกเมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๒๖ ถึงวันนัดสอบถาม จำเลยก็แถลงว่า ยังอยู่ในที่พิพาทและขอเวลาขนย้ายทรัพย์สินออกไปภายใน ๒ เดือน การที่จำเลยอยู่ในที่พิพาท และแถลงยินยอมออกไปจากที่พิพาทดังกล่าว แสดงว่า จำเลยได้ทราบถึงการถูกฟ้อง การส่งคำบังคับและการบังคับตามคำพิพากษาที่กระทำกันมาแต่ต้นเป็นอย่างดีแล้ว จำเลยยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่วันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๒๖ จึงเป็นการยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่เกินกำหนดเวลา ๑๕ วันนับแต่พฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้สิ้นสุดลง ทั้งยังพ้นกำหนด ๖ เดือน นับแต่วันที่มีการบังคับตามคำพิพากษา จำเลยจึงไม่มีสิทธิขอให้พิจารณาใหม่ได้ พิพากษากลับ ให้ยกคำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยตามคำสั่งศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3170/2529 นางชะโลม เทพพิไสย กับพวก โจทก์ นายหวน รัตนงาม จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางชะโลม เทพพิไสย กับพวก · จำเลย - นายหวน รัตนงาม
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เสรี แสงศิลป์ · สุชาติ จิวะชาติ · สุชาติ จิวะชาติ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายสัมฤทธิ์ ไชยศิริ · ศาลอุทธรณ์ - นายวิชิต บุญถนอม
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 95/2534ฎีกา 396/2536ฎีกา 1069/2527ฎีกา 345/2520ฎีกา 1633/2532ฎีกา 280/2530ฎีกา 1460/2515ฎีกา 2152/2536ฎีกา 1108/2535ฎีกา 3909/2535ฎีกา 125/2511ฎีกา 177/2538ฎีกา 3290/2525ฎีกา 5105/2528ฎีกา 324/2503ฎีกา 5011/2532ฎีกา 1546/2514ฎีกา 9502/2544ฎีกา 76/2523ฎีกา 4041/2542ฎีกา 3934/2530ฎีกา 5768/2534ฎีกา 1323/2530ฎีกา 925/2526
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา