⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3647/2529

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3647/2529

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การบรรยายฟ้องที่เคลือบคลุมหรือไม่ชัดเจน ย่อมทำให้จำเลยไม่ทราบข้อหาที่แท้จริง และไม่สามารถต่อสู้คดีได้ตามสมควร

ย่อคำพิพากษา

การบรรยายฟ้องที่ไม่เคลือบคลุม เมื่อถนนพิพาทที่โจทก์ทั้งสองสร้างในที่ดินของผู้อื่นตกอยู่ในภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์โดยมีโจทก์ทั้งสองเป็นผู้รับประโยชน์เท่านั้น โจทก์ทั้งสองจึงไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในถนนดังกล่าว และไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยมิให้ใช้ถนนพิพาท ส่วนการที่โจทก์ที่ 2 ได้ซื้อที่ดินที่สร้างถนนพิพาทส่วนที่ติดถนนใหญ่มาในภายหลังนั้น เมื่อปรากฏว่าถนนพิพาทดังกล่าวได้มีประชาชนใช้เดินผ่านสู่ถนนใหญ่ตั้งแต่เริ่มสร้างมาจนถึงเวลาที่ซื้อเกินกว่าสิบปีโดยเจ้าของที่ดินไม่หวงห้าม อันทำให้ฟังได้ว่าเจ้าของที่ดินได้อุทิศที่ดินส่วนที่เป็นถนนพิพาทดังกล่าวให้เป็นทางสาธารณะประโยชน์โดยปริยายแล้วโจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิจะยึดถือเอาถนนพิพาทเป็นของตนและไม่ใช่ผู้เสียหายที่มีอำนาจฟ้องจำเลยมิให้ใช้ถนนพิพาทดังกล่าวได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1304 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1336 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1429

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ที่ ๒ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ ๒๐๔๙, ๒๐๕๑, ๒๐๕๒, ๗๖๒๖ และ ๓๖๓๕ ตำบลบางขุนศรี อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ซึ่งติดต่อเป็นที่ดินผืนเดียวกัน เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๖ เจ้าของที่ดินโฉนดที่ ๒๙๙๘, ๒๒๐๓, ๒๕๑๘ และ ๒๑๙๑ ตำบลบางขุนศรี อำเภอบางกอกน้อย ได้ทำสัญญายอมให้โจทก์ที่ ๑ สร้างถนนผ่านที่ดินของตนออกสู่ถนนใหญ่และจดทะเบียนเป็นภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์ โดยให้โจทก์ที่ ๑ เป็นผู้รับประโยชน์ ต่อมาเจ้าของที่ดินโฉนดที่ ๒๑๙๑ ได้แบ่งแยกที่ดินออกเป็น ๒ โฉนด คือ โฉนดที่ ๑๖๐๑๐และ ๑๖๐๑๑ แล้วขายให้โจทก์ที่ ๒ เมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๒๔ โจทก์ได้สงวนสิทธิถนนดังกล่าวเป็นถนนส่วนบุคคลเพื่อประโยชน์ของโจทก์ทั้งสองและบุคคลที่โจทก์ทั้งสองอนุญาตให้ใช้เท่านั้น เมื่อประมาณวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๒๔ จำเลยทั้งสี่ได้ร่วมกันบุกรุกโดยว่าจ้างและใช้รถบรรทุกขนรถแทรกเตอร์ หิน ทราย ผ่านถนนดังกล่าวโดยไม่ได้ขออนุญาตและไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งสอง ทำให้ถนนดังกล่าวชำรุดเสียหาย เสียค่าใช้จ่ายในการซ่อม ๑๕๐,๐๐๐ บาท ขอให้ห้ามมิให้จำเลยทั้งสี่และบริวารบุกรุกและใช้รถบรรทุกขนทราย หิน และวัสดุอื่น ๆ ผ่านถนนดังกล่าวของโจทก์ และให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าเสียหายจำนวน ๑๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยไม่ทราบและไม่รับรองว่าโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินและทำถนนพิพาท กับได้รับอนุญาตจาก ช.เจ้าของที่ดินโฉนดที่ ๒๙๙๘ ให้ทำถนนผ่านที่ดินของตนหรือไม่ อย่างไรก็ดีสัญญาดังกล่าวเป็นการได้มาซึ่งทรัพย์สิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ เมื่อไม่จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่สัญญาดังกล่าวจึงไม่บริบูรณ์ตามกฎหมาย ไม่มีผลผูกพันจำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอก เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๘ ช. ขายที่ดินโฉนดที่ ๒๙๙๘ ให้แก่ อ. กับพวกซึ่งได้ใช้ถนนพิพาทออกสู่ถนนใหญ่เป็นเวลาเกือบ ๒๐ ปี ต่อมาเมื่อวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๒๔ จำเลยที่ ๑ ได้ซื้อที่ดินโฉนดที่ ๒๙๙๘ และที่ดินติดกันอีก ๔ แปลง จำเลยที่ ๑ จึงย่อมได้สิทธิการใช้ถนนพิพาทออกสู่ถนนใหญ่ด้วย ถนนพิพาทจึงเป็นถนนสาธารณะซึ่งจำเลยมีสิทธิใช้สอยตามปกติ โจทก์มีเพียงสิทธิการใช้ประโยชน์ แต่ไม่มีสิทธิห้ามบุคคลอื่นใช้ประโยชน์ได้ จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ มิได้ร่วมทำละเมิดต่อโจทก์ค่าซ่อมถนนของโจทก์ทั้งสองไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท และฟ้องโจทก์เคลือบคลุมขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยไม่มีสิทธิใช้ถนนพิพาท จำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ ร่วมกระทำละเมิดต่อโจทก์จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ ต้องร่วมรับผิดด้วย และกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ ๑๒๐,๐๐๐ บาท พิพากษาห้ามจำเลยทั้งสี่และบริวารใช้รถบรรทุกขนหิน ทราย และวัสดุอื่น ๆ ผ่านถนนพิพาท และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำนวน ๑๒๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์เฉพาะจำเลยที่ ๓ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่าฟ้องโจทก์ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าที่ดินของโจทก์ที่ ๒ และที่ดินที่สร้างเป็นถนนพิพาทมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันอย่างไรและการสร้างถนนพิพาทผ่านเข้าออกสู่ที่ดินโจทก์ในตำแหน่งใดอันจะก่อให้โจทก์ทั้งสองมีสิทธิฟ้องคดีนี้ ฟ้องโจทก์จึงไม่แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุมนั้น เห็นว่าโจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์ทั้งสองได้ร่วมกันสร้างถนนพิพาทผ่านที่ดินผู้มีชื่อเพื่อใช้เป็นทางเข้าออกที่ดินโจทก์ที่ ๒ และถนนใหญ่ โจทก์ที่ ๑ กับผู้มีชื่อได้จดทะเบียนภาระติดพันในที่ดินที่โจทก์ที่ ๑ ทำถนนผ่านและสงวนสิทธิเป็นถนนส่วนบุคคลไว้เพื่อประโยชน์ของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองเป็นผู้อยู่ในฐานะเจ้าของผู้ทรงสิทธิถนนรายนี้ตลอดมา ต่อมาจำเลยทั้งสี่ได้นำรถยนต์บรรทุกหกล้อและสิบล้อบรรทุกรถแทรกเตอร์ บรรทุกหินและทรายผ่านถนนพิพาทบริเวณเส้นสีแดง ปรากฏตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้องโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ทั้งสอง ทำให้ถนนพิพาทชำรุดเสียหาย จึงขอให้ห้ามจำเลยทั้งสี่นำรถบรรทุกสิ่งของดังกล่าวผ่านถนนพิพาทและให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าเสียหายในการทำถนนชำรุดแก่โจทก์ทั้งสอง ฟ้องของโจทก์ดังกล่าว จึงแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้ว ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม มีปัญหาต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อเท็จจริงในคดีรับฟังได้เพียงว่าถนนพิพาทตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้องเอกสารหมาย จ.๒๐ และตามแผนที่จำเลยเอกสารหมาย ล.๑ เป็นที่ดินของ ช,และผู้มีชื่ออีก ๓ คนซึ่งตกอยู่ในภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์ โดยมีโจทก์ทั้งสองเป็นผู้รับประโยชน์เท่านั้น โจทก์ทั้งสองไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นผู้มีสิทธิครอบครองถนนพิพาทโจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยมิให้ใช้ถนนพิพาท ส่วนปัญหาที่ว่าเมื่อโจทก์ที่ ๒ ได้ซื้อที่ดินส่วนที่เป็นถนนปากถนนพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ ๒ เมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๒๔ แล้ว โจทก์ที่ ๒ จะมีอำนาจหวงห้ามมิให้บุคคลใดผ่านถนนพิพาทส่วนนี้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ที่ ๒ ได้หรือไม่ เห็นว่าเมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏจากการนำสืบของโจทก์ว่า เจ้าของที่ดินได้ประกาศหรือแสดงการหวงห้ามว่าถนนพิพาทเป็นถนนส่วนบุคคลและกลับปรากฏจากพยานจำเลยให้รับฟังได้ว่า ถนนพิพาทได้มีประชาชนใช้เดินผ่านสู่ถนนใหญ่ตั้งแต่เริ่มสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๖ ซึ่งเป็นเวลาเกินกว่าสิบปีโดยเจ้าของที่ดินไม่หวงห้ามโต้แย้งกรณีดังกล่าวจึงฟังได้ว่าถนนพิพาทดังกล่าวเจ้าของที่ดินได้อุทิศที่ดินส่วนที่เป็นถนนพิพาทให้เป็นทางสาธารณประโยชน์โดยปริยาย โจทก์ที่ ๒ ผู้ซื้อที่ดินเฉพาะส่วนที่เป็นถนนพิพาท โดยรู้ว่ามีประชาชนภายในถนนพิพาทใช้เป็นทางเดินมาเป็นเวลาเกินกว่าสิบปี แต่ก็ยังซื้อมาเพื่อเป็นข้ออ้างกรรมสิทธิ์เรียกเก็บทรัพย์จากผู้ใช้ถนนบางคนบางรายจึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต และไม่มีสิทธิที่จะยึดถือเอาถนนพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสองได้ โจทก์ทั้งสองไม่ใช่ผู้เสียหายที่มีอำนาจฟ้องห้ามจำเลยมิให้ใช้ถนนพิพาท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าโจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ด้วยนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3647/2529 นายอนันต์ เลาหสนธิชัย กับพวก โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดศิลปพงษาก่อสร้าง กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายอนันต์ เลาหสนธิชัย กับพวก · จำเลย - ห้างหุ้นส่วนจำกัดศิลปพงษาก่อสร้าง กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมศักดิ์ เกิดลาภผล · อำนวย อินทุภูติ · ดำริ ศุภพิโรจน์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายสังเวียน รัตนมุง · ศาลอุทธรณ์ - นายถวิล ทองสว่างรัตน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 2439/2531ฎีกา 8688/2551ฎีกา 4513/2533ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 272/2490ฎีกา 1538/2518ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 7335/2538ฎีกา 967/2491ฎีกา 861/2540ฎีกา 1036/2506ฎีกา 863/2524ฎีกา 991/2548ฎีกา 1170/2505ฎีกา 307/2513ฎีกา 8364/2544ฎีกา 713/2512ฎีกา 1194/2527
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา