⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4476/2529

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4476/2529

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การบรรยายฟ้องโดยระบุสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับ และข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาให้ชัดเจนเพียงพอที่จำเลยจะเข้าใจและต่อสู้คดีได้ ถือว่าครบถ้วนตามกฎหมายแล้ว รายละเอียดแห่งการชำระหนี้เป็นพยานหลักฐานที่โจทก์ต้องนำสืบต่อไป

ย่อคำพิพากษา

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกู้เงินโจทก์ไปตามสัญญากู้เงินต่อมาจำเลยได้นำเงินที่ได้จากการขายหุ้น เงินปันผล และเงินสดมาชำระหนี้ให้โจทก์บางส่วนนับถึงวันที่ 11 กันยายน 2523 จำเลยชำระเงินต้นให้โจทก์ 831,333 บาท 67 สตางค์ กับดอกเบี้ยอีก 583,642 บาท 99 สตางค์ ซึ่งโจทก์ได้มีหนังสือถึงจำเลยให้ชำระเงินต้นส่วนที่เหลือพร้อมดอกเบี้ยตามเอกสารท้ายฟ้องอันเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องซึ่งได้ระบุยอดเงินต้นที่ค้างตรงตามฟ้อง คำฟ้องของโจทก์จึงแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 พอที่จำเลยจะเข้าใจข้อหาได้ดีและสามารถต่อสู้คดีได้แล้ว ส่วนข้อที่ว่ายอดเงินที่จำเลยชำระคืนบางส่วนเป็นเงินเท่าใด เป็นเงินอะไร และมีการชำระเงินเมื่อใดนั้น เป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์จะต้องนำสืบต่อไป หาจำต้องบรรยายในคำฟ้องไม่ จึงไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้เงินโจทก์และได้ชำระเงินคืนบางส่วนแล้วจำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ที่เหลือให้โจทก์ จำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่ได้กู้เงินโจทก์และไม่ได้รับเงินตามฟ้อง ดังนี้การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในคำพิพากษาโดยตั้งประเด็นพิพาทว่า จำเลยกู้เงินโจทก์หรือไม่และจะต้องรับผิดเพียงใดนั้น ย่อมมีความหมายทำนองเดียวกับประเด็นเดิมที่ตั้งไว้ในชั้นพิจารณาที่ว่า จำเลยได้ทำสัญญากู้เงินและรับเงินไปตามฟ้องหรือไม่ จึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องแต่อย่างใด และไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นหรือขยายประเด็นเดิม โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้เงินโจทก์ การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าสัญญากู้เงินตามฟ้องมีมูลหนี้มาจากการซื้อขายหลักทรัพย์ จึงเป็นการแปลงหนี้ใหม่จากหนี้ซื้อขายหลักทรัพย์มาเป็นหนี้เงินกู้ เป็นการวินิจฉัยถึงที่มาแห่งการทำสัญญากู้เงินระหว่างโจทก์จำเลย จึงไม่ถือเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องแต่อย่างใด จำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์เพื่อนำไปซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ ฯ จำเลยเป็นหนี้โจทก์ 3,500,000 บาทเศษ จำเลยจึงได้ทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ ดังนี้การทำสัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นการแปลงหนี้ใหม่อันชอบด้วยกฎหมาย จึงบังคับตามสัญญากู้ยืมเงินได้ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินต้น 2,760,896.67 บาทกับดอกเบี้ยอีก 864,221.48 บาท ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยให้จำเลยชำระ เฉพาะเงินต้น อันเป็นหนี้ส่วนใหญ่ที่จำเลยค้างชำระ ดังนี้ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมโดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 10,000 บาทแทนโจทก์ และศาลอุทธรณ์กำหนดค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์เป็นเงิน 6,000 บาท จึงเหมาะสมแล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.161 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.349 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.453 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.650

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้เงินโจทก์จำนวน ๓,๕๙๒,๒๓๐.๓๔ บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๔ ต่อปี จำเลยนำใบหุ้นจำนวน ๙,๐๐๐ หุ้น มามอบให้โจทก์เป็นประกัน ต่อมาจำเลยนำเงินจากการขายหุ้นดังกล่าวบางส่วนและเงินปันผลที่ได้รับมาชำระหนี้ให้โจทก์ นอกจากนี้จำเลยยังได้นำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์อีกบางส่วน นับถึงวันฟ้องจำเลยค้างชำระเงินต้น ๒,๗๖๐,๘๙๖.๖๗ บาทกับดอกเบี้ย ๘๖๔,๒๒๑.๔๘ บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินดังกล่าว จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้ทำสัญญากู้และไม่ได้รับเงินกู้จากโจทก์ ฟ้องเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๒,๗๖๐,๘๙๖.๖๗ บาท แก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องแล้วว่าจำเลยได้กู้เงินโจทก์ไปตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.๑ ต่อมาจำเลยได้นำเงินที่ได้จากการขายหุ้น ๓,๕๐๐ หุ้น เป็นเงิน ๙๓๔,๓๐๑ บาท ๖๐ สตางค์และเงินปันผลอีก ๒๐๗,๐๐๐ บาท มาชำระหนี้ให้โจทก์ นอกจากนี้จำเลยได้ชำระหนี้ให้โจทก์บางส่วนนับถึงวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๒๓ จำเลยชำระเงินต้นให้โจทก์ ๘๓๑,๓๓๓ บาท ๖๗ สตางค์ กับดอกเบี้ยอีก ๕๘๓,๖๔๒ บาท ๙๙ สตางค์ ซึ่งโจทก์ได้มีหนังสือถึงจำเลยให้ชำระเงินต้นส่วนที่เหลือพร้อมทั้งดอกเบี้ยตามหนังสือของทนายโจทก์ลงวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๒๕ ท้ายคำฟ้องเอกสารหมาย ๔ (ซึ่งหนังสือของทนายโจทก์ดังกล่าวอันถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องได้ระบุยอดเงินต้นที่ค้างชำระเป็นเงิน ๒,๗๖๐,๘๙๖ บาท ๖๗ สตางค์ ตรงตามฟ้อง) คำฟ้องของโจทก์จึงแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑๗๒ พอที่จำเลยจะเข้าใจข้อหาได้ดีและสามารถต่อสู้คดีได้แล้ว ส่วนข้อที่ว่ายอดเงินที่จำเลยชำระคืนบางส่วนเป็นเงินเท่าใด เป็นเงินอะไรบ้าง และมีการชำระเงินเมื่อใดนั้น เป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์จะต้องนำสืบต่อไป หาจำต้องบรรยายในคำฟ้องไม่ จึงไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้เงินโจทก์และได้ชำระเงินคืนบางส่วนแล้วจำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ที่เหลือให้โจทก์ จำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่ได้กู้เงินโจทก์และไม่ได้รับเงินตามฟ้อง ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยโดยตั้งประเด็นพิพาทว่าจำเลยกู้เงินโจทก์หรือไม่และจะต้องรับผิดเพียงใดนั้น ย่อมมีความหมายทำนองเดียวกับประเด็นเดิมที่ว่าจำเลยได้ทำสัญญากู้เงินและรับเงินไปตามฟ้องหรือไม่ จึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องแต่อย่างใด และไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นหรือขยายประเด็นเดิม จำเลยฎีกาข้อนี้ต่อไปว่าการที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าสัญญากู้เงินตามฟ้องมีมูลหนี้มาจากการซื้อขายหลักทรัพย์ จึงเป็นการแปลงหนี้ใหม่จากหนี้ซื้อขายหลักทรัพย์มาเป็นหนี้เงินกู้ เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องและนายแสวงพยานโจทก์เบิกความด้วยว่าจำเลยไม่ได้รับเงินกู้ไป จึงควรยกฟ้องได้ พิเคราะห์แล้วเห็นว่าเป็นการวินิจฉัยถึงที่มาแห่งการทำสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.๑ ระหว่างโจทก์จำเลย จึงไม่ถือเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องแต่อย่างใดและนอกจากนายแสวงจะเบิกความว่าจำเลยไม่ได้รับเงินตามฟ้องแล้ว ยังได้เบิกความต่อไปว่าเมื่อทำสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.๑ แล้ว จำเลยยอมให้โอนเงินจากแผนกสินเชื่อไปชำระหนี้ที่แผนกขายหลักทรัพย์ซึ่งจำเลยยังเป็นหนี้โจทก์อยู่อันถือได้ว่าจำเลยได้รับเงินตามสัญญากู้ยืมเงินไปแล้วเพื่อชำระหนี้อื่นแก่โจทก์ สัญญากู้เงินจึงสมบูรณ์ตามกฎหมาย จำเลยฎีกาว่าการซื้อขายหลักทรัพย์ไม่เป็นการกู้ยืมเงินจึงบังคับตามสัญญากู้ยืมเงินไม่ได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือการแปลงหนี้จากสัญญาซื้อขายหลักทรัพย์มาเป็นสัญญากู้ยืมเงินนั้นฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้ พิเคราะห์แล้วเห็นว่าข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำเบิกความของนายแสวงพยานโจทก์ว่า ประมาณ พ.ศ. ๒๕๒๑ จำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์เพื่อนำไปซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจำเลยเป็นหนี้โจทก์ ๓,๕๐๐,๐๐๐ บาทเศษ จำเลยจึงได้มาทำสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.๑ ดังนั้น จึงถือได้ว่าการทำสัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นการแปลงหนี้ใหม่อันชอบด้วยกฎหมาย จึงบังคับตามสัญญากู้ยืมเงินได้ จำเลยฎีกาเป็นข้อสุดท้ายว่าค่าฤชาธรรมเนียมควรเป็นพับทุกศาล เพราะศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยไม่ได้ค้างชำระดอกเบี้ยเป็นเงิน ๘๖๔,๒๒๑ บาท ๔๘ สตางค์ ไม่บังคับให้จำเลยชำระเงินจำนวนนี้แก่โจทก์ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๒,๗๖๐,๘๙๖ บาท ๖๗ สตางค์ อันเป็นหนี้ส่วนใหญ่ที่จำเลยค้างชำระ ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมโดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน ๑๐,๐๐๐ บาทแทนโจทก์ และศาลอุทธรณ์กำหนดค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์เป็นเงิน ๖,๐๐๐ บาทจึงเหมาะสมแล้ว พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4476/2529 บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์อาคเนย์ธนกิจ จำกัด โจทก์ นายวิเสริฐ ประสานพานิช จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์อาคเนย์ธนกิจ จำกัด · จำเลย - นายวิเสริฐ ประสานพานิช
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อำนวย อินทุภูติ · ดำริ ศุภพิโรจน์ · สมศักดิ์ เกิดลาภผล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายสกล เหมือนพะวงศ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายสุรัตน์ ศรีอนุพันธุ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3467/2525ฎีกา 1721/2528ฎีกา 5473/2548ฎีกา 681/2506ฎีกา 3206/2537ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 3245/2534ฎีกา 2834/2527ฎีกา 8875/2542ฎีกา 272/2490ฎีกา 3099/2524ฎีกา 6105/2531ฎีกา 2572/2541ฎีกา 1360/2544ฎีกา 861/2540ฎีกา 1084/2539ฎีกา 1896/2492ฎีกา 991/2548ฎีกา 2520/2544ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 2170/2517
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา