⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 686/2529

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 686/2529

ป.อาญา ม.33

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ทรัพย์สินที่ได้ใช้ในการกระทำความผิด ฐานปล้นทรัพย์ ศาลมีอำนาจสั่งริบได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33

ย่อคำพิพากษา

รถจักรยานยนต์ของกลางที่จำเลยที่1กับพวกใช้แล่นไล่ตามและขับปาดหน้ารถจักรยานยนต์ผู้เสียหายให้หยุดเพื่อทำการปล้นทรัพย์ผู้เสียหายถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้ใช้ในการกระทำผิดฐานปล้นทรัพย์ศาลมีอำนาจสั่งริบตามป.อ.มาตรา33.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.33

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายอาญา ม.33 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 340, 340 ตรี ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 11 ลงวันที่ 21พฤศจิกายน 2514 ข้อ 14, 15 จำคุกคนละ 20 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพชั้นสอบสวน และจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นศาลหลังจากสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว เป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1หนึ่งในสี่ จำเลยที่ 2 หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78จำคุกจำเลยที่ 1 15 ปี จำเลยที่ 2 13 ปี 4 เดือน รถจักรยานยนต์ที่ใช้ในการกระทำผิดให้ริบเสีย จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง นอกจากนี้ที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น. โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า " ฯ รถจักรยานยนต์ของกลางที่โจทก์ฎีกาขอให้ริบนั้น ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่ามิใช่ทรัพย์ที่คนร้ายได้ใช้ในการกระทำความผิดจึงไม่ริบ โจทก์ฎีกาว่า เมื่อคดีฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 และพวกอีก 1 คน รถจ้กรยานยนต์ของกลางจึงเป็นทรัพย์ที่จำเลยกับพวกได้ใช้ในการกระทำความผิด ปัญหาว่ายานพาหนะใดเป็นทรัพย์สินที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดซึ่งศาลพึงสั่งริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(1) นั้นต้องพิจารณาตามพฤติการณ์เป็นเรื่อง ๆ ไปว่าผู้กระทำผิดได้ใช้ยานพาหนะนั้นในการกระทำความผิดหรือไม่ รถจักรยานยนต์ของกลางคดีนี้จำเลยที่ 1 ใช้ขับขี่โดยมีพวกนั่งซ้อนท้าย แล่นไล่ตามและขับปาดหน้ารถจักรยานยนต์ผู้เสียหายให้หยุด เพื่อที่จะทำการปล้นทรัพย์ผู้เสียหาย ถือได้ว่ารถจักรยานยนต์ของกลางเป็นทรัพย์สินที่จำเลยที่1 กับพวก ได้ใช้ในการกระทำผิดฐานปล้นทรัพย์ ซึ่งศาลมีอำนาจสั่งให้ริบเสียได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ฎีกาโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น." ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 686/2529 พนักงานอัยการ จังหวัด สงขลา โจทก์ นาย จำรัส หรือ หมัด หวังจันทร์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด สงขลา · จำเลย - นาย จำรัส หรือ หมัด หวังจันทร์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ดำริ ศุภพิโรจน์ · อำนวย อินทุภูติ · สมศักดิ์ เกิดลาภผล
แหล่งที่มาสำนักงาน ส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 255/2503ฎีกา 5935/2537ฎีกา 4186/2536ฎีกา 6936/2562ฎีกา 7826/2560ฎีกา 7019/2549ฎีกา 4418/2548ฎีกา 7998/2561ฎีกา 7196/2554ฎีกา 13379/2555ฎีกา 4230/2563ฎีกา 21848/2555ฎีกา 9275/2544ฎีกา 2936/2564ฎีกา 5699/2562ฎีกา 3416/2540ฎีกา 3226/2558ฎีกา 4577/2558ฎีกา 5088/2563ฎีกา 1089/2559ฎีกา 1854/2563ฎีกา 1554/2521ฎีกา 512/2559ฎีกา 5610/2558
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงาน ส่งเสริมงานตุลาการ