⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1397/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1397/2530

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเฮโรอีนดังกล่าว ศาลจะลงโทษจำเลยในความผิดอีกกรรมหนึ่งนอกเหนือจากที่โจทก์ฟ้องไม่ได้. การมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองปริมาณ 4.436 กิโลกรัม ถือว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามกฎหมายแล้ว จึงไม่ต้องนำบทกำหนดโทษสำหรับผู้ครอบครองยาเสพติดปริมาณน้อยกว่า 20 กรัมมาใช้บังคับ.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเฮโรอีนดังกล่าว ซึ่งมีความหมายว่าจำเลยทั้งสามจำหน่ายเฮโรอีนที่มีไว้ในครอบครองไปทั้งหมดแม้ทางพิจารณาจะปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ได้เก็บซ่อนเฮโรอีนไว้ 1ถุง เพื่อจำหน่ายแก่ผู้มีชื่อในภายหลัง ก็ต้องถือว่าโจทก์มิได้ประสงค์จะให้ลงโทษในกรรมนี้ ศาลจะเพิกถอนลงโทษจำเลยที่ 3 โดยอาศัยข้อเท็จจริงดังกล่าวว่าเป็นผิดอีกกรรมหนึ่งด้วยไม่ได้ เพราะเป็นการเกินจากคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 พระราชบัญญัติ ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 67 เป็นบทกำหนดโทษผู้กระทำผิดที่มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 มีปริมาณไม่ถึง 20กรัมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เมื่อจำเลยทั้งสามมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองจำนวน 4.436 กิโลกรัม ซึ่งตามมาตรา 15วรรคสองให้ถือว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันจะต้องถูกลงโทษตามมาตรา 66 อยู่แล้ว จึงไม่ต้องนำมาตรา 67 มาใช้ในการกำหนดโทษอีก.(ที่มา-ส่งเสริม)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.186 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.15 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.66 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.67

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามกับพวกมีเฮโรอีนจำนวน 4.436 กิโลกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำเลยกับพวกได้จำหน่ายเฮโรอีนดังกล่าวให้แก่นายวีระพันธ์ ศุภกิจจารักษ์ ซึ่งปลอมเป็นคนซื้อ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 15, 66,67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และริบของกลาง จำเลยที่ 1 ที่ 2 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 15, 66, 67, 102ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเฮโรอีน ความผิดสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ทั้งสองฐานนั้น เป็นการกระทำกรรมเดียวแต่เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ใช้กฎหมายที่เป็นบทหนักที่สุดลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90แต่บทกฎฆมายทั้งสองฐานมีอัตราโทษเท่ากันจึงให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 2ฐานจำหน่ายเฮโรอีน ให้จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ไว้ตลอดชีวิต จำเลยที่ 3 มีความผิดสองฐานต่างกรรมกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษฐานมีเฮโรอีนไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุกตลอดชีวิต ฐานจำหน่ายเฮโรอีนจำคุกตลอดชีวิต จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จึงต้องเปลี่ยนกำหนดโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 3 ฐานมีเฮโรอีนไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่าย 25 ปี ฐานจำหน่ายเฮโรอีน 25 ปี รวมโทษจำคุกจำเลยที่ 3 50 ปี ของกลางให้ริบ จำเลยที่ 1 ที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยที่ 3 ฐานมีเฮโรอีนไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15, 66 จำคุกตลอดชีวิต จำเลยรับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 25 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 3 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาขอให้ยกฟ้อง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...สำหรับปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ว่าการกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นความผิด 2 กรรม เพราะนอกจากร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 3 ได้เอาเฮโรอีนจำนวน 1 ถุง น้ำหนัก 350 กรัม ออกไปซ่อนไว้เพื่อขายกับสิบตำรวจโทจรินทร์ภายหลัง จำเลยที่ 3 จึงต้องมีความผิดอีกกระทงหนึ่งนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงตอนนี้ไม่ปรากฏในคำฟ้องของโจทก์ โดยโจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันมีเฮโรอีนจำนวน 4.436 กิโลกรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเฮโรอีนดังกล่าว ซึ่งมีความหมายว่าจำเลยทั้งสามจำหน่ายเฮโรอีนที่มีไว้ในครอบครองไปทั้งหมด แม้ทางพิจารณาจะปรากฏว่าจำเลยที่ 3ได้เก็บซ่อนเฮโรอีนไว้ 1 ถุง เพื่อจำหน่ายแก่สิบตำรวจโทจรินทร์ในภายหลังก็ตาม ก็ต้องถือว่าโจทก์มิได้ประสงค์จะให้ลงโทษในกรรมนี้ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 โดยอาศัยข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่ได้เพราะเป็นการเกินจากคำฟ้องของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 ฐานมีเฮโรอีนของกลางไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายเพียงกระทงเดียวนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 67 ด้วยนั้น เห็นว่า มาตรา 67 เป็นบทกำหนดโทษผู้กระทำผิดที่มียาเสพติดให้โทษ ประเภท 1 มีปริมาณไม่ถึงยี่สิบกรัมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต คดีนี้จำเลยทั้งสามมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองจำนวนถึง 4.436 กิโลกรัม ซึ่งตามมาตรา 15 วรรคสองให้ถือว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันจะต้องถูกลงโทษตามมาตรา 66 อยู่แล้วจึงไม่ต้องนำมาตรา 67 มาใช้ในการกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ที่ 2 ข้อนี้ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ต้องนำมาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาเป็นบทกำหนดโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์". ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1397/2530 พนักงานอัยการ จังหวัดสงขลา โจทก์ นายสุชาติ พานทอง กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัดสงขลา · จำเลย - นายสุชาติ พานทอง กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมศักดิ์ เกิดลาภผล · สาระ เสาวมล · สุนทร จันทรศักดิ์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7083/2538ฎีกา 9114/2552ฎีกา 681/2491ฎีกา 892/2497ฎีกา 2182/2567ฎีกา 712/2559ฎีกา 599/2532ฎีกา 6293/2541ฎีกา 1992/2530ฎีกา 20/2491ฎีกา 1795/2493ฎีกา 1875/2547ฎีกา 1411/2499ฎีกา 4225/2559ฎีกา 620/2490ฎีกา 119/2517ฎีกา 1368/2509ฎีกา 3814/2549ฎีกา 901/2480ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2292/2540ฎีกา 967/2501ฎีกา 2108/2536ฎีกา 5723-5724/2531
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ