คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 145/2530
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การจำนองทรัพย์เพื่อเป็นประกันหนี้เบิกเงินเกินบัญชี หนี้เงินกู้ และหนี้สินอื่นใดที่ผู้จำนองเป็นหนี้แก่ผู้รับจำนองอยู่แล้วในขณะทำสัญญาและหนี้ที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต ย่อมครอบคลุมถึงหนี้ที่เกิดขึ้นภายหลังด้วย ผู้รับจำนองจึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่น
ย่อคำพิพากษา
จ.ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับธนาคาร ท. สาขาชลบุรีโดยจำนองที่ดินเป็นประกัน และทำสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองว่าทรัพย์ที่จำนองเพื่อเป็นประกันหนี้เบิกเงินเกินบัญชี หนี้เงินกู้ และหนี้สินอื่นใดบรรดาที่ จ. เป็นหนี้ธนาคาร ท. อยู่แล้วในขณะทำสัญญาและหนี้ต่อไปภายหน้า ต่อมา จ. ทำสัญญากู้เงินธนาคาร ท. สาขาศรีราชาอีก ซึ่งหนี้ที่เกิดขึ้นตามสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวล้วนแต่ จ. เป็นหนี้ธนาคาร ท. ทั้งสิ้น เมื่อหนี้ตามสัญญากู้เงินเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นภายหลัง การจำนองดังกล่าวจึงเป็นประกันหนี้ตามสัญญากู้เงินด้วย ธนาคาร ท. จึงชอบที่จะได้เงินที่ขายหรือจำหน่ายทรัพย์ที่ จ. จำนองชำระหนี้ตนทั้งสิ้นก่อนเจ้าหนี้อื่น
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยให้ชำระหนี้ ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์นำยึดทรัพย์จำเลยเพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้
ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองจำนวนเงิน ๑,๖๓๓,๔๒๓.๖๕ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในฐานะเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธินายชลิต ไชยากูลวัฒน์ ธนาคารเอเซีย จำกัด และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ตะวันออกพาณิชย์ จำกัด ยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์จากการขายทอดตลาด นายพิชัย ศิวีระมงคล ในฐานะส่วนตัวยื่นคำร้องขอกันส่วนและขอรับมรดกเงินที่เหลือจากการชำระหนี้
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด ได้รับชำระหนี้จำนองเป็นจำนวนเงิน ๘๕๖,๑๙๑.๑๒ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย ให้ผู้ขอเฉลี่ยทั้งสามเข้าเฉลี่ยเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดหลังจากชำระหนี้จำนอง ยกคำร้องขอกันส่วนของนายพิชัย
ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด ได้รับชำระหนี้จำนองจำนวน ๑,๖๓๓,๔๒๓.๖๕ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้น
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า ก่อนนางจิราภรณ์ ศิวีระมงคล เจ้ามรดกถึงแก่กรรม นางจิราภรณ์ได้ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด สาขาชลบุรี เมื่อวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๒๑ ในวงเงิน ๖๐๐,๐๐๐ บาท ต่อมาวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๒๑ นางจิราภรณ์ได้ทำสัญญาเพิ่มวงเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีอีก ๒๘๐,๐๐๐ บาท และในวันเดียวกันนี้นางจิราภรณ์ได้จำนองที่ดินโฉนดที่ ๖๘๖๖๔ ตำบลคลองตัน อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ไว้แก่ผู้ร้องเป็นประกันการกู้เบิกเงินเกินบัญชีในวงเงิน ๒๘๐,๐๐๐ บาท ตามเอกสารท้ายคำร้องหมายเลข ๕ กับทำสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันไว้ด้วยตามเอกสารท้ายคำร้องหมายเลข ๖ ต่อมาวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๒๒ นางจิราภรณ์ ได้ขอเพิ่มวงเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีอีก ๒๕๐,๐๐๐ บาท และได้จำนองที่ดินโฉนดที่ ๓๗๗ ตำบลหนองตำลึง อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี ไว้แก่ผู้ร้องเป็นประกันการกู้เบิกเงินเกินบัญชีในวงเงิน ๒๕๐,๐๐๐ บาท ตามเอกสารท้ายคำร้องหมายเลข ๘ กับทำสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันไว้ด้วยตามเอกสารท้ายคำร้องหมายเลข ๙ ต่อมาได้เพิ่มวงเงินจากที่จำนองที่ดินอีก ๕๐๐,๐๐๐ บาท จำนองที่ดินโฉนดที่ ๓๗๗ เป็นประกันวงเงิน ๗๕๐,๐๐๐ บาท นางจิราภรณ์เป็นหนี้ผู้ร้องตามบัญชีเดินสะพัดรวมทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน ๘๕๖,๑๙๑.๑๒ บาท และเมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๒๔ นางจิราภรณ์ ได้ทำสัญญากู้เงินผู้ร้องที่สำนักงานธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด สาขาศรีราชา จำนวนเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ตามเอกสารท้ายคำร้องหมายเลข ๑๘
ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สัญญาจำนองที่ดินโฉนดที่ ๖๘๖๖๔ ตำบลคลองตัน อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร และสัญญาจำนองที่ดินโฉนดที่ ๓๗๗ ตำบลหนองตำลึง อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี เป็นประกันหนี้เงินกู้ตามสัญญากู้เอกสารท้ายคำร้องหมายเลข ๑๘ ด้วยหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่าธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด สาขาชลบุรี และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด สาขาศรีราชา ต่างเป็นสาขาของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด ผู้ร้องและการที่นางจิราภรณ์ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี กับทำสัญญากู้เงินเอกสารท้ายคำร้องหมายเลข ๑๘ ก็ทำกับผู้ร้องโดยตัวแทนของผู้ร้อง ดังนั้นหนี้ที่เกิดขึ้นโดยการทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและโดยทำสัญญากู้เงินนางจิราภรณ์เป็นหนี้ผู้ร้องทั้งสิ้น การที่นางจิราภรณ์ลูกหนี้ทำสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ที่เป็นหนี้ผู้ร้องและตกลงทำสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองเป็นประกันข้อ ๑ วรรคแรก ระบุไว้ว่า'ทรัพย์ที่จำนอง' เพื่อเป็นประกันหนี้เบิกเงินเกินบัญชี หนี้เงินกู้ และหนี้สินอื่นใดบรรดาที่ผู้จำนอง เป็นหนี้ผู้รับจำนองอยู่แล้วในขณะทำสัญญานี้และเป็นหนี้ต่อไปภายหน้า ซึ่งมีความหมายชัดอยู่แล้วว่านางจิราภรณ์ตกลงให้การจำนองที่ดินทั้งสองแปลงตามสัญญาจำนองเอกสารท้ายคำร้องหมายเลข ๕ และหมายเลข ๘ เป็นประกันหนี้ทุกอย่างที่นางจิราภรณ์เป็นหนี้ผู้ร้องในขณะทำสัญญาและหนี้ที่เกิดขึ้นภายหลังด้วย เมื่อหนี้ตามสัญญากู้เอกสารท้ายคำร้องหมายเลข ๑๘ เป็นหนี้ที่เกิดขึ้นภายหลังสัญญาจำนอง การจำนองดังกล่าวจึงเป็นประกันหนี้ตามสัญญากู้ด้วย
พิพากษายืน.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 145/2530
นางสาวพรทิพย์ จิตติวัฒนพงศ์ โจทก์
ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด กับพวก ผู้ร้อง
นายพิชัย ศิวีระมงคล ฯ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางสาวพรทิพย์ จิตติวัฒนพงศ์ · ผู้ร้อง - ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด กับพวก · จำเลย - นายพิชัย ศิวีระมงคล ฯ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | อภินย์ ปุษปาคม · ชวลิต นราลัย · ประวิทย์ ขัมภรัตน์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดชลบุรี - นายสมชาย พงษธา · ศาลอุทธรณ์ - นายสุทิน นนทแก้ว |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา