คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1704/2530
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การใช้อุบายหลอกลวงให้ผู้เสียหายส่งมอบทรัพย์สินให้ แล้วจำเลยเอาทรัพย์สินนั้นไปโดยทุจริต ถือเป็นการลักทรัพย์ ไม่ใช่การวิ่งราวทรัพย์.
ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ได้ แม้โจทก์จะฟ้องเพียงความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ หากการลักทรัพย์เป็นความผิดที่รวมอยู่ในความผิดที่ถูกฟ้อง.
ย่อคำพิพากษา
จำเลยขอดูนาฬิกาที่ผู้เสียหายใส่อยู่ เมื่อผู้เสียหายถอดให้จำเลย จำเลยรับนาฬิกามาจากผู้เสียหายแล้ววิ่งหนี การกระทำของจำเลยไม่เป็นการใช้กิริยาฉกฉวยเอาทรัพย์ผู้เสียหายไป แต่เป็นการใช้อุบายให้ผู้เสียหายถอดนาฬิกาจากข้อมือส่งให้จำเลย การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์แต่เป็นการลักทรัพย์ด้วยการใช้อุบาย จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334
แม้โจทก์มิได้ขอให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 แต่การลักทรัพย์เป็นการกระทำอย่างหนึ่งซึ่งเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเองและรวมอยู่ในความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ ศาลฎีกาจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ตามมาตรา 334 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสุดท้าย.
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยลักนาฬิกาข้อมือ ๑ เรือน ของผู้เสียหายไปโดยทุจริตโดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๓๖, ๕๘ ให้คืนนาฬิกาข้อมือของกลางแก่ผู้เสียหาย และบวกโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๑๔๖๗/๒๕๒๖ ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษในคดีนี้
จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๑๔๖๗/๒๕๒๖ ของศาลชั้นต้น
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๖ ให้จำคุก ๒ ปี กับพวกโทษจำคุก ๑ ปี ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๑๔๖๗/๒๕๒๖ ของศาลชั้นต้นรวมจำคุก ๓ ปี และให้คืนนาฬิกาข้อมือของกลางแก่ผู้เสียหาย
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเชื่อได้ว่า เมื่อจำเลยขอดูนาฬิกาที่ผู้เสียหายใส่อยู่ ผู้เสียหายก็ถอดให้จำเลย ครั้นจำเลยรับนาฬิกามาจากผู้เสียหายแล้วก็วิ่งหนีไป ไม่ใช่ผู้เสียหายให้จำเลยยืมนาฬิกาดังที่จำเลยนำสืบการกระทำของจำเลยดังกล่าวไม่เป็นการใช้กิริยาฉกฉวยเอาทรัพย์ผู้เสียหายไปแต่เป็นการใช้อุบายให้ผู้เสียหายถอดนาฬิกาจากข้อมือของผู้เสียหายส่งให้จำเลยการกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๖ วรรคแรก แต่เป็นการลักทรัพย์ด้วยการใช้อุบาย จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๔ แม้โจทก์จะมิได้ขอให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ตามมาตรา ๓๓๔ แต่การลักทรัพย์เป็นการกระทำอย่างหนึ่งซึ่งเป็นความผิดอยู่ในตัวเองและรวมอยู่ในการกระทำความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ ศาลฎีกาจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๔ ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๙๒ วรรคสุดท้าย
พิพากษากลับ จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๔ ให้จำคุก ๑ ปี บวกโทษจำคุก ๑ ปี ที่รอการลงโทษไว้ในศาลอาญาหมายเลขแดงที่ ๑๔๖๗/๒๕๒๖ ของศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๘ รวมจำคุก ๒ ปี และให้คืนนาฬิกาข้อมือของกลางแก่ผู้เสียหาย.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1704/2530
พนักงานอัยการกรมอัยการ โจทก์
นายนรเศรษฐ์ หรือเหม็น เรณูกลิ่น จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการกรมอัยการ · จำเลย - นายนรเศรษฐ์ หรือเหม็น เรณูกลิ่น |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สมศักดิ์ จูสวัสดิ์ · อำนวย อินทุภูติ · ดำริ ศุภพิโรจน์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลอาญาธนบุรี - นายประเสริฐ นิชโรจน์ · ศาลอุทธรณ์ - นายศุภนิติ กิจวรวัฒน์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา