⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2105/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2105/2530

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การครอบครองฝิ่นดิบหรือมูลฝิ่น แม้มีปริมาณน้อย ก็ต้องลงโทษตามมาตรา 69 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522

ย่อคำพิพากษา

พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 69 วรรคสาม ขยายความมาตรา 69 วรรคสอง เฉพาะความผิดฐานจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 2 ซึ่งเป็นมอร์ฟีน ฝิ่น หรือโคคาอีนที่มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกินหนึ่งร้อยกรัม มิได้ขยายความมาตรา 69 วรรคหนึ่ง ด้วย จำเลยมีฝิ่นดิบหนัก 0.2 กรัม และมูลฝิ่นหนัก 0.94 กรัมไว้ในครอบครอง จึงต้องลงโทษจำเลยตามมาตรา 69 วรรคหนึ่ง ศาลล่างวางโทษจำเลยตามมาตรา 69 วรรคหนึ่ง และมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2528 ซึ่งเป็นบทแก้ไขพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 69 วรรคสามและวรรคสี่ด้วยนั้นไม่ถูก ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเป็นไม่ปรับบทลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2528 มาตรา 6

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประกาศใช้กฎอัยการศึกของคณะปฏิวัติ พ.ศ.2522 ม.69 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2528 ม.69 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.6

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยมีฝิ่นดิบหนัก ๐.๒ กรัม มูลฝิ่นหนัก ๐.๙๔ กรัม และสายชนวนฝักแคซึ่งเป็นวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๑๗, ๖๙, ๑๐๒ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๔, ๖, ๑๐ พระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๔, ๓๘, ๗๔ ฯ และริบของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๑๗, ๖๙, ๑๐๒ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๔, ๖, ๑๐ และพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๔, ๓๘, ๗๔ ฯ ฐานมีฝิ่นดิบและมูลฝิ่นไว้ในครอบครอง ให้จำคุก ๖ เดือน ฐานมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง จำคุก ๑ ปีรวมจำคุก ๑ ปี ๖ เดือน จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๙ เดือน ริบของกลาง โจทก์อุทธรณ์เป็นปัญหาข้อกฎหมายเฉพาะข้อหามีฝิ่นดิบและมูลฝิ่นว่าศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยต่ำกว่าอัตราโทษขั้นต่ำของกฎหมาย ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๖๙ บัญญัติหลักการของการกระทำความผิดไว้ ๒ ประการประการแรก วางโทษผู้มียาเสพติดให้โทษประเภท ๒ ไว้ในครอบครองในวรรคหนึ่ง มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินห้าปีและปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท ประการที่สองวางโทษผู้จำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท ๒ ในวรรคสอง มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปีและปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท จึงเห็นได้ชัดว่าอัตราโทษการจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายจะสูงกว่าอัตราโทษการมีไว้ในครอบครอง เพราะการมีไว้ในครอบครองเป็นภัยเฉพาะตัวของผู้มีไว้ในครอบครองเท่านั้น แต่การจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายเป็นภัยต่อสังคมเป็นอย่างมาก ถือเป็นการกระทำที่ร้ายแรง กฎหมายจึงมีเจตนารมณ์ที่จะวางโทษผู้จำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายหนักกว่าผู้มีไว้ในครอบครอง ฉะนั้นถ้าจะแปลความว่ามาตรา ๖๙ วรรคสาม ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๒๘ มีความหมายคลุมไปถึงวรรคหนึ่งด้วยแล้ว การมีมอร์ฟีนหรือโคคาอีนหรือฝิ่นไว้ในครอบครองกับการจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษดังกล่าวจะมีอัตราโทษเท่ากัน ซึ่งไม่น่าเป็นเช่นนี้ เพราะผิดจากหลักการข้างต้น อีกประการหนึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับอัตราโทษของผู้มีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท ๑ คือ เฮโรอีนตามมาตรา ๖๗ ซึ่งกำหนดอัตราโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปีและปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท จะเห็นว่าอัตราโทษของผู้มีเฮโรอีนไว้ในครอบครองต่ำกว่าอัตราโทษของผู้มีมอร์ฟีนโคคาอีนและฝิ่นไว้ในครอบครอง ซึ่งน่าจะไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย เพราะการกำหนดอัตราโทษน่าจะลดหลั่นกันลงมาตามความร้ายแรงของชนิดและประเภทของยาเสพติดให้โทษกล่าวคือ ในการกระทำความผิดอย่างเดียวกันอัตราโทษสำหรับยาเสพติดให้โทษประเภท ๑ น่าจะสูงกว่ายาเสพติดให้โทษประเภทอื่น ด้วยเหตุผลดังกล่าว เห็นว่าข้อความในมาตรา ๖๙ วรรคสามขยายความในวรรคสอง คือหมายความเฉพาะความผิดฐานจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งมอร์ฟีนโคคาอีนและฝิ่นซึ่งมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกินหนึ่งร้อยกรัมเท่านั้น จำเลยมีฝิ่นดิบหนัก ๐.๒ กรัม กับมูลฝิ่นหนัก ๐.๙๔ กรัมไว้ในครอบครอง จึงต้องวางอัตราโทษตามมาตรา ๖๙ วรรคหนึ่งดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย อย่างไรก็ตามการที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ซี่งให้ปรับบทลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๖ ซึ่งเป็นบทแก้ไขพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๖๙ วรรคสาม และวรรคสี่นั้นไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๖๙ วรรคหนึ่ง ไม่ปรับบทลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๖ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2105/2530 พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ โจทก์ นายโป๊ะแก้ว โพเง่ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ · จำเลย - นายโป๊ะแก้ว โพเง่
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมศักดิ์ จูสวัสดิ์ · อำนวย อินทุภูติ · ดำริ ศุภพิโรจน์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดเชียงใหม่ - นายชาลี สักทองอยู่ · ศาลอุทธรณ์ - นายอัมพร ทองประยูร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2530/2527ฎีกา 1504/2547ฎีกา 2053/2528ฎีกา 138/2532ฎีกา 7651/2552ฎีกา 1672/2569ฎีกา 2147/2521ฎีกา 4943/2567ฎีกา 712/2559ฎีกา 2920/2554ฎีกา 4046/2536ฎีกา 2437/2515ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1774/2536ฎีกา 664/2520ฎีกา 7627/2541ฎีกา 3814/2549ฎีกา 2813/2566ฎีกา 11720/2555ฎีกา 4519/2544ฎีกา 9435/2554ฎีกา 7201/2568ฎีกา 3119/2558
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา