⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2228/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2228/2530

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เจ้าพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายหรือระเบียบของทางราชการ ย่อมมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และการเรียกรับทรัพย์สินโดยมิชอบเพื่อใช้อำนาจหน้าที่ดังกล่าวเป็นความผิดตามมาตรา 149 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้

ย่อคำพิพากษา

จำเลยเป็นพนักงานเทศบาลตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายการศึกษา มีหน้าที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล เช่น การสอบบรรจุ แต่ง ตั้ง เลื่อนชั้นครูและนักการภารโรงของโรงเรียนในสังกัดเทศบาล มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายอาญาดัง บัญญัติไว้ในพ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ. 2496 มาตรา 44 เมื่อนายกเทศมนตรีแต่ง ตั้งจำเลยเป็นกรรมการและเลขานุการดำเนินการคัดเลือกนักการภารโรงเป็นการแต่ง ตั้งจำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานอยู่แล้ว ให้ปฏิบัติตามระเบียบของกระทรวงมหาดไทยที่วางไว้อีกชั้นหนึ่ง หาได้หมายความว่าก่อนหน้านั้นจำเลยไม่ได้มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานไม่ เมื่อจำเลยเรียกเงินจากผู้เสียหายเพื่อจะได้ใช้อำนาจหน้าที่ช่วย ให้ผู้เสียหายได้รับบรรจุเข้าทำงานตำแหน่งนักการภารโรงจึงมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 149 ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียกและรับทรัพย์สินโดยไม่ชอบตามมาตรา 149 แห่ง ป.อ. มิใช่ความผิดอันยอมความได้ แม้ไม่มีคำร้องทุกข์ พนักงานสอบสวนก็มีอำนาจสอบสวน และพนักงานอัยการก็มีอำนาจฟ้องคดีได้.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.120 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.121 ประมวลกฎหมายอาญา ม.149 พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2486 ม.44 พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 ม.44

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นพนักงานเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ตำแหน่งนักบริหารการศึกษา 5 (หัวหน้าฝ่ายการศึกษา) จำเลยได้พูดจูงใจให้ผู้เสียหายที่ 1 กับผู้เสียหายที่ 2 มอบเงินให้แก่จำเลยคนละ30,000 บาท โดยไม่ชอบ เพื่อจำเลยจะได้ใช้อำนาจหน้าที่ในฐานะที่เป็นเจ้าพนักงานดังกล่าวกระทำการช่วยเหลือให้ผู้เสียหายที่ 1 กับบุตรของผู้เสียหายที่ 2 ได้รับบรรจุเข้าทำงานเป็นลูกจ้างประจำตำแหน่งนักการภารโรง โรงเรียนสังกัดเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ โดยไม่ชอบด้วยหน้าที่และโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149,157 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2502 มาตรา5, 13 ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ลงโทษจำคุกจำเลย 10 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เชื่อได้ว่าจำเลยได้เรียกและรับเงินจากผุ้เสียหายคนละ 30,000 บาทจริง คดีนี้จำเลยเบิกความว่าการรับสมัครคัดเลือกบุคคลเข้าเป็นนักการภารโรงครั้งนี้ก็เพื่อบรรจุแทนนายโอภาสที่ลาออกไป ได้ความตามคำนางมยุรี ยงเจริญ ครูใหญ่โรงเรียนเทศบาลวัดศรีบุญเรือง พยานจำเลยว่า นายโอภาสลาออกเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2525 การที่จำเลยให้นายโอภาสไปติดต่อหาคนมาสมัครเป็นนักการภารโรงแทน กับเรียกและรับเงินจากผู้เสียหายทั้งสองก่อนที่นายโอภาสจะลาออกจากงานแสดงว่าจำเลยกับนายโอภาสรู้เห็นและสมคบกันที่จะหลอกลวงเอาเงินจากผู้เสียหายทั้งสองมาแต่แรก ตามที่โจทก์นำสืบก็ได้ความว่า ในการรับเงินจากผู้เสียหายครั้งหลังที่ร้านอาหารภิรมย์ จำเลยก็ได้มอบเงินให้แก่นายโอภาสเป็นค่าวิ่งเต้นและค่าที่ได้ลาออกจากตำแหน่งนักการภารโรงไปเป็นเงิน10,000 บาท การกระทำของจำเลยจึงเป็นการเรียกและรับทรัพย์สินสำหรับตนเองและผู้อื่นโดยไม่ชอบและเห็นว่าจำเลยเป็นพนักงานเทศบาลย่อมมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายอาญาดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 มาตรา 44 ตามที่โจทก์จำเลยนำสืบตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายการศึกษาที่จำเลยดำรงอยู่นั้นมีหน้าที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล เช่น การสอบบรรจุแต่งตั้งโยกย้าย เลื่อนชั้นครูและนักการภารโรง ของโรงเรียนในสังกัดเทศลาลเมืองกาฬสินธุ์ด้วย การรับสมัครคัดเลือกตำแหน่งนักการภารโรงครั้งนี้จำเลยก็รับว่าจำเลยเป็นผู้เสนอให้มีการคัดเลือกขึ้น จึงเป็นการปฏิบัติงานในหน้าที่ของจำเลย การที่นายกเทศมนตรีเมืองกาฬสินธุ์มีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นกรรมการและเลขานุการดำเนินการคัดเลือกนักการภารโรง เป็นการแต่งตั้งจำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานอยู่แล้วให้ปฏิบัติตามระเบียบของกระทรวงมหาดไทยที่วางไว้อีกชั้นหนึ่ง หาได้หมายความว่าก่อนหน้าจำเลยไม่ได้มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 499/2496 ที่จำเลยอ้างมาข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ จำเลยต้องมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียกและรับทรัพย์สินโดยไม่ชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งตามที่โจทก์ฟ้อง ที่จำเลยฎีกาว่าผู้เสียหายทั้งสองให้เงินจำเลยโดยผิดกฎหมาย จึงไม่ใช่ผู้เสียหายและไม่มีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยได้นั้น เห็นว่า คดีนี้ไม่ใช่กรณีความผิดอันยอมความได้ แม้ไม่มีคำร้องทุกข์พนักงานสอบสวนก็มีอำนาจสอบสวนและโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้ศาลล่างทั้งสองฟังว่าจำเลยกระทำความผิดและพิพากษาลงโทษจำเลยมาชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2228/2530 พนักงานอัยการ จังหวัดกาฬสินธุ์ โจทก์ นายประทิน ปัญญามี จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัดกาฬสินธุ์ · จำเลย - นายประทิน ปัญญามี
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เสรี แสงศิลป์ · สุชาติ จิวะชาติ · อำนวย เปล่งวิทยา
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3990/2549ฎีกา 6795/2549ฎีกา 2134/2536ฎีกา 3651/2541ฎีกา 1814/2493ฎีกา 4789/2565ฎีกา 3228/2527ฎีกา 5182/2559ฎีกา 2371/2522ฎีกา 99/2541ฎีกา 5603/2542ฎีกา 9729/2556ฎีกา 5973/2537ฎีกา 8080/2538ฎีกา 1379/2524ฎีกา 404/2565ฎีกา 3593/2529ฎีกา 3343/2536ฎีกา 1362/2537ฎีกา 3423/2548ฎีกา 11423/2554ฎีกา 1337/2538ฎีกา 6903/2543ฎีกา 4403/2528
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ