คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2522/2530
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้จัดการสาขาของนิติบุคคลในประเทศไทย ไม่มีอำนาจฟ้องคดีแทนบริษัท เว้นแต่จะได้รับมอบอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย.
ย่อคำพิพากษา
โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดจดทะเบียนในประเทศออสเตรเลีย แต่มีสาขาอยู่ในประเทศไทย โดยมี อ.ผู้รับมอบอำนาจคดีนี้เป็นผู้จัดการสาขาในกรุงเทพมหานคร แสดงว่า อ.ไม่ใช่ผู้จัดการบริษัทโจทก์ในประเทศออสเตรเลีย อ. จึงไม่ใช่ผู้แทนนิติบุคคลตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 75 เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าบริษัทโจทก์มอบอำนาจให้ อ. ฟ้องคดี ดังนี้ อ. ซึ่งเป็นเพียงผู้จัดการสาขาของบริษัทโจทก์ในประเทศไทย จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้แทนโจทก์ได้ (เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 925/2503)
ในคดีฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีอากร เมื่อศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลจะกำหนดไว้ในคำพิพากษาว่า ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีมาฟ้องใหม่ภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษาก็ได้.
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัท จำกัด จดทะเบียนในประเทศออสเตรเลีย โจทก์มีสาขาในประเทศไทย มีนายอีริค ยังก์ ผู้รับมอบอำนาจทำหน้าที่เป็นผู้จัดการสาขากรุงเทพ ฯ จำเลยมีหนังสือประเมินให้โจทก์เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลกับเงินเพิ่ม โจทก์อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้ววินิจฉัยให้เรียกเก็บ ๓,๑๕๗,๒๐๗ บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงขอให้ศาลเพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์
จำเลยให้การว่า นายอีริค ยังก์ ไม่ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้ฟ้องคดี โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบแล้ว
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการประเมิน และคำวินิจฉัยอุทธรณ์
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ยกฟ้องโจทก์ แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีมาฟ้องใหม่ภายในกำหนด ๑ เดือน นับแต่วันฟังคำพิพากษา
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ได้ความว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนในประเทศออสเตรเลีย แต่มีสาขาอยู่ในประเทศไทย โดยมีนายอีริค ยังก์ ผู้รับมอบอำนาจคดีนี้เป็นผู้จัดการสาขาในกรุงเทพมหานครแสดงว่านายอีริค ยังก์ ไม่ใช่ผู้จัดการบริษัทโจทก์ในประเทศออสเตรเลีย นายอีริค ยังก์ จึงไม่ใช่ผู้แทนนิติบุคคลตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๕ อันจะทำให้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทโจทก์ การที่นายอีริค ยังก์ เป็นเพียงผู้จัดการสาขาของบริษัทโจทก์ในกรุงเทพมหานคร แม้ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์จะอ้างว่านายอีริค ยังก์ เป็นผู้รับมอบอำนาจอยู่ด้วย แต่ก็เป็นเพียงการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าบริษัทโจทก์ได้มอบอำนาจให้นายอีริค ยังก์ ฟ้องคดีนี้หรือไม่ดังนั้น ลำพังแต่เพียงนายอีริค ยังก์ เป็นผู้จัดการสาขาของบริษัทโจทก์ในประเทศไทยดังโจทก์ฎีกา จึงไม่ทำให้มีอำนาจฟ้องคดีนี้ แทนโจทก์ได้ เมื่อนายอีริค ยังก์ไม่มีอำนาจแต่งทนายยื่นฟ้องแทนบริษัทโจทก์แล้วเช่นนี้ ฟ้องของโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องอันชอบด้วยกระบวนพิจารณา ไม่ชอบที่ศาลจะรับฟ้องไว้พิจารณา โดยไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในข้ออื่นอีกต่อไป
พิพากษายืน แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีมาฟ้องใหม่ภายในกำหนด ๓๐ วันนับแต่วันฟังคำพิพากษานี้.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2522/2530
บริษัทเอ.ซี.ไอ.กล๊าซแมนูแฟคเจอร์เรอร์(โอเวอร์ซ ีส์ โปรโปร
เอตารี่ จำกัด โดย นายอีริค ยังก์
ผู้รับมอบอำนาจผู้จัดการสาขากรุงเทพฯ โจทก์
กรมสรรพากร จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | ีส์ โปรโปร - บริษัทเอ.ซี.ไอ.กล๊าซแมนูแฟคเจอร์เรอร์(โอเวอร์ซ · ยังก์ - เอตารี่ จำกัด โดย นายอีริค · โจทก์ - ผู้รับมอบอำนาจผู้จัดการสาขากรุงเทพฯ · จำเลย - กรมสรรพากร |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์ · เฉลิม การปลื้มจิตต์ · ไมตรี กลั่นนุรักษ์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายก้าน อันนานนท์ · ศาลอุทธรณ์ - นายเดชา สุวรรณโณ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา