⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2898/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2898/2530

ย่อคำพิพากษา

ฎีกาว่าข้อนำสืบของโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ชักชวนผู้เสียหายหรือโฆษณาต่อประชาชนให้ไปทำงานในประเทศตะวันออกกลาง และไม่นำสืบว่าจำเลยที่ 1 ไม่ตั้งใจส่งผู้เสียหายไปทำงานยังต่างประเทศเพื่อแสดงว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาฉ้อโกงมาแต่ต้น การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดทางอาญาแต่เป็นความรับผิดทางแพ่ง เป็นฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมาเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมาย จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเมื่อศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จึงต้องห้ามฎีกาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 แม้ว่าวันเกิดเหตุของคดีความผิดฐานฉ้อโกงในคดีนี้จะคาบเกี่ยวกันกับคดีแรก แต่ผู้เสียหายเป็นคนละชุดกัน ถูกหลอกลวงต่างวันหรือต่างเวลากัน เงินที่ถูกหลอกลวงก็เป็นคนละจำนวนกัน จึงเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่ซ้ำซ้อนกับคดีแรก ปัญหาที่ว่ามีการกระทำผิดฐานจัดหางานโดยมิได้รับอนุญาตหลายกรรมหรือไม่ต้องพิจารณาว่าการจัดหางานนั้นได้กระทำต่อเนื่องเป็นคราวเดียวกันหรือไม่ มิใช่พิจารณาว่าเป็นการจัดหางานให้แต่ละคนหรือแต่ละช่วงเวลาตามแต่จะกำหนดเป็นสำคัญ เมื่อได้ความว่าจำเลยทั้งสามได้ออกอุบายตั้งสำนักงานจัดหางานให้แก่ประชาชนทั่วไป ทั้งการกระทำผิดในคดีนี้เกิดขึ้นในระยะเวลาคาบเกี่ยวต่อเนื่องกับคดีแรกโดยไม่ปรากฏว่ามีการหยุดดำเนินกิจการในช่วงระยะเวลาดังกล่าวเห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 กับพวกมีเจตนาดำเนินการในการจัดหางานคราวเดียวกันการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ทั้งสองคดีในความผิดฐานนี้จึงเป็นกรรมเดียวกัน ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานจัดหางาน ฯ จึงซ้อนกับคดีแรก ต้องห้ามตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 ประกอบด้วย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ฎีกาที่ว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนนั้นเป็นฎีกาปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้มิได้ว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาก็มีอำนาจวินิจฉัย เมื่อฟ้องโจทก์บางฐานความผิดเป็นฟ้องซ้อน ถือได้ว่าเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาไปถึงจำเลยที่มิได้ฎีกาให้มิต้องรับโทษในฐานความผิดที่เป็นฟ้องซ้อนด้วย.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.213 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.218 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.173 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.341 ประมวลกฎหมายอาญา ม.343 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2511 ม.19

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑, ๓๔๓, ๘๓, ๙๑ พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.๒๕๑๑ มาตรา ๗, ๒๗ ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๑ ลงวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ ข้อ ๒ จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ระหว่างสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ หลบหนีศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราว ต่อมาจับจำเลยที่ ๑ ได้ จึงยกคดีขึ้นพิจารณาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ ๑ มีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๑๑ มาตรา ๗ จำคุก ๑ เดือน และมีความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑, ๓๔๓ ให้ลงโทษตามมาตรา ๓๔๓ ซึ่งเป็นบทหนัก จำคุก ๕ ปี จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๑ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑ จัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายและได้กระทำโดยเจตนาทุจริตหลอกลวงประชาชน ว่าจะส่งผู้สมัครไปทำงานในประเทศตะวันออกกลางทำให้จำเลยที่ ๑ ได้ไปซึ่งทรัพย์สินของผู้เสียหาย ที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่าข้อนำสืบของโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ชักชวนผู้เสียหายหรือโฆษณาต่อประชาชนให้ไปทำงานในประเทศตะวันออกกลาง และไม่ได้นำสืบให้ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ ไม่ตั้งใจส่งผู้เสียหายไปทำงานยังต่างประเทศ เพื่อแสดงว่าจำเลยที่ ๑ มีเจตนาฉ้อโกงมาแต่ต้น การกระทำของจำเลยที่ ๑ จึงไม่เป็นความผิดอาญาแต่เป็นความรับผิดทางแพ่ง และจำเลยที่ ๑ ไม่ได้รับทรัพย์สินจากผู้เสียหายหรือบุคคลภายนอก ไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง นั้น เห็นว่าข้ออ้างของจำเลยที่ ๑ ล้วนเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมาดังกล่าวข้างต้น เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายฎีกาของจำเลยข้อนี้จึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดแต่ละกระทงไม่เกิน ๕ ปี และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่าฟ้องโจทก์คดีนี้ซ้ำซ้อนกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๑๕๔๐๓/๒๕๒๖ ของศาลชั้นต้น นั้น เห็นว่าสำหรับความผิดฐานฉ้อโกงนั้นแม้ว่าวันเวลาเกิดเหตุของคดีทั้งสองสำนวนจะคาบเกี่ยวกัน แต่ผู้เสียหายในคดีทั้งสองสำนวนก็เป็นคนละชุดกัน เงินที่ถูกหลอกลวงก็เป็นคนละจำนวนกัน ทั้งผู้เสียหายทั้งสองสำนวนถูกหลอกลวงต่างวันหรือต่างเวลากันจึงเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระ มิใช่เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวกัน ฟ้องโจทก์ในฐานความผิดฉ้อโกงคดีนี้จึงไม่ซ้ำซ้อนกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๑๕๔๐๓/๒๕๒๖ ของศาลชั้นต้น ส่วนความผิดฐานจัดหางานโดยเรียกและรับค่าบริการโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนนั้น ตามความในมาตรา ๑๙ ของ พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๑๑ ซึ่งใช้บังคับในขณะเกิดเหตุคดีนี้นั้น เป็นที่เห็นได้ว่าเมื่อได้รับอนุญาตให้จัดหางานแล้วก็สามารถดำเนินการในการจัดหางานได้ตามเวลาที่กำหนด มิใช่ว่าเมื่อได้รับอนุญาตแล้วจะจัดหางานได้เพียงครั้งหนึ่งคราวเดียว ปัญหาที่ว่าจะมีการกระทำฐานจัดหางานโดยมิได้รับอนุญาตหลายกรรมต่างกันหรือไม่ จึงต้องพิจารณาว่าการจัดหางานนั้นได้กระทำต่อเนื่องเป็นคราวเดียวกันหรือไม่ มิใช่พิจารณาว่าเป็นการจัดหางานให้แต่ละคนหรือแต่ละช่วงระยะเวลาตามแต่จะกำหนดเป็นสำคัญ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคดีนี้กับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๑๕๔๐๓/๒๕๒๖ ของศาลชั้นต้นได้ความว่าจำเลยทั้งสามได้ออกอุบายตั้งสำนักงานในชื่อของจำเลยที่ ๓ซึ่งเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดดำเนินการจัดหางานให้แก่ประชาชนทั่วไปที่ประสงค์จะไปทำงานในประเทศตะวันออกกลาง ทั้งการกระทำผิดนี้คาบเกี่ยวต่อเนื่องกันทั้งสองคดีโดยไม่ปรากฏว่ามีการหยุดดำเนินกิจการในช่วงระยะเวลาดังกล่าว เป็นที่เห็นได้ว่าจำเลยที่ ๑ กับพวกมีเจตนาจะดำเนินการในการจัดหางานคราวเดียวกัน การกระทำผิดของจำเลยที่ ๑ ทั้งสองคดีในความผิดฐานนี้จึงเป็นความผิดกรรมเดียว ฟ้องโจทก์ในฐานความผิดจัดหางานโดยเรียกและรับค่าบริการโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนคดีนี้จึงซ้อนกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๑๕๔๐๓/๒๕๒๖ ของศาลชั้นต้นต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๓ ประกอบด้วย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้มิได้ว่ากันมาแล้วแต่ในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาก็มีอำนาจวินิจฉัยตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรค ๒ ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕ ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา และโดยที่ข้อเท็จจริงปรากฏในสำนวนว่าต่อมาจำเลยที่ ๒ ถูกจับกุมตัวได้ ศาลชั้นต้นได้ยกคดีขึ้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่าจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑, ๓๔๓, ๘๓, ๙๑ พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๑๑ มาตรา ๗, ๒๗ ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๑๑ ลงวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๒๔ ข้อ ๒ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีถึงที่สุด เมื่อคดีฟังได้ว่าฟ้องโจทก์ฐานความผิดจัดหางานโดยเรียกและรับค่าบริการโดยไม่ได้รับอนุญาตคดีนี้ซ้อนกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๑๕๔๐๓/๒๕๒๖ ของศาลชั้นต้น ซึ่งต้องห้ามตามกฎหมายแล้ว จึงถือว่าเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ที่มิได้ฎีกาให้มิต้องถูกรับโทษในฐานความผิดดังกล่าวดุจจำเลยที่ ๑ ด้วย พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์เฉพาะความผิดต่อพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน สำหรับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒และที่ ๓ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2898/2530 พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ นายวันอนันต์ สะหะรัฐ หรือสหรัฐ ที่ 1 นางพวงเพ็ญ ศุกระกาญจนะ ที่ 2 ห้างหุ้นส่วนจำกัด พี. เอส. วี. แอนด์. เจ. ซัพพลายส์ บิวสิเนสส์ ที่ 3 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · ศุกระกาญจนะ - นายวันอนันต์ สะหะรัฐ หรือสหรัฐ ที่ 1 นางพวงเพ็ญ · ซัพพลายส์ - ที่ 2 ห้างหุ้นส่วนจำกัด พี. เอส. วี. แอนด์. เจ. · จำเลย - บิวสิเนสส์ ที่ 3
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สัมฤทธิ์ ไชยศิริ · มาโนช เพียรสนอง · สุพจน์ นาถะพินธุ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญา - นายบุญสิน ตุลากัน · ศาลอุทธรณ์ - นายวัชรินทร์ รักขพันธ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6205/2541ฎีกา 99/2541ฎีกา 2530/2527ฎีกา 3345/2535ฎีกา 1588/2479ฎีกา 7651/2552ฎีกา 4180/2548ฎีกา 2147/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 5305/2539ฎีกา 2303/2518ฎีกา 4276/2534ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1715/2545ฎีกา 1638/2492ฎีกา 1795/2493ฎีกา 6355/2544ฎีกา 664/2520ฎีกา 4225/2559ฎีกา 6911/2544ฎีกา 1666/2521ฎีกา 2813/2566ฎีกา 8297/2540ฎีกา 11720/2555
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา