⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3023/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3023/2530

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ทรัพย์สินตกไปเป็นของรัฐตามกฎหมายและนโยบายของรัฐบาล ไม่ใช่การรับช่วงทรัพย์และไม่ใช่เหตุสุดวิสัย จำเลยจึงยังคงต้องรับผิดชำระหนี้ การที่เจ้าหนี้ฟ้องบังคับคดีเพื่อนำคำพิพากษาไปยื่นขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย และการทำสัญญาประนีประนอมยอมความชำระหนี้ตามคำพิพากษา ถือเป็นสิทธิอันชอบด้วยกฎหมาย และหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่เป็นหนี้ที่ไม่อาจขอชำระได้

ย่อคำพิพากษา

การรับช่วงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 226 ได้แก่การเอาทรัพย์สินอันหนึ่งเข้าแทนที่ทรัพย์สินอีกอันหนึ่งในฐานะนิตินัยอย่างเดียวกันกับทรัพย์สินอันก่อน การที่ทรัพย์สินของสามีจำเลยและของจำเลยตกไปเป็นของรัฐตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นไปตามกฎหมาย และนโยบายของรัฐบาลไม่ใช่เป็นการช่วงทรัพย์และไม่ใช่เหตุสุดวิสัยจำเลยจึงหาหลุดพ้นจากความรับผิดที่จะต้อง ชำระหนี้แก่โจทก์ไม่ มูลหนี้เดิมในคดีล้มละลายเกิดจากสัญญาจ้างเหมาให้โจทก์ก่อสร้างบ้านพักของจำเลยอันเป็นหนี้ที่ชอบด้วยกฎหมายแม้โจทก์ได้ฟ้องบังคับจำเลยให้ชำระหนี้ เพื่อโจทก์จะได้อาศัยหนี้ตามคำพิพากษาไปยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จากกระทรวงการคลัง ก็เป็นสิทธิอันชอบที่จะกระทำเช่นนั้นได้ การที่โจทก์จำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความชำระหนี้แก่โจทก์ ในคดีแพ่งดังกล่าว มิใช่เกิดจากการสมยอมโดยปราศจากมูลหนี้อันต้องห้ามตามพระราชบัญญัติล้มละลายพุทธศักราช 2483 มาตรา 94 เมื่อหนี้เดิมได้แปลงมาเป็นหนี้ใหม่ตามคำพิพากษาตามยอมจึงหาทำให้หนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความกลายเป็นหนี้ที่ไม่อาจขอชำระได้ไม่และแม้จำเลยจะได้ชำระหนี้ให้โจทก์แล้วถึงร้อยละ 79.01 เมื่อปรากฏว่าจำเลยค้างชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงินถึงหนึ่งล้านสามแสนบาทเศษ และจำเลยได้แจ้งให้โจทก์ทราบแล้วว่าไม่สามารถชำระหนี้ได้ และทรัพย์สินของจำเลยถูกยึดไปเป็นของรัฐหมดแล้วเช่นนี้ย่อมถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 มาตรา 8, 9 จำเลยนำสืบไม่ได้ว่า อาจชำระหนี้ได้ทั้งหมด ทั้งไม่เป็นการแน่นอนว่าสามีจำเลยและจำเลยจะได้รับทรัพย์สินที่ถูกยึดคืนตามที่ร้องขอหรือไม่ คดีจึงมีเหตุสมควรให้ลูกหนี้ (จำเลย) ล้มละลายได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.138 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.8 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.94 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.219 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.226 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.8 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.9 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.14 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.94

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่า จำเลยยอมใช้เงิน ๘๐๐,๙๕๖ บาท ให้โจทก์โดยชำระเสร็จภายใน ๓ เดือน นับแต่วันทำยอม ศาลแพ่งพิพากษาตามยอมเมื่อครบกำหนด จำเลยไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระหลายครั้ง แต่จำเลยไม่ชำระ จำเลยเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวตามมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติล้มละลายพุทธศักราช ๒๔๘๓ ขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด และพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย จำเลยให้การว่า การที่จำเลยยังไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ไม่ใช่ความผิดของจำเลย เป็นเหตุสุดวิสัยและการทำสัญญาประนีประนอมยอมความก็ เป็นการที่โจทก์ยอมให้จำเลยทำขึ้นโดยรู้อยู่แล้วว่าจำเลยไม่มีทางชำระหนี้ได้เพราะทรัพย์สมบัติถูกยึดไปหมดแล้ว หนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่อาจขอรับชำระหนี้ได้จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์แล้ว ร้อยละ ๗๙.๐๑ จึงไม่สมควรที่จะสั่งให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) เด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลายพุทธศักราช ๒๔๘๓ มาตรา ๑๔ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ จำเลยจ้างเหมาให้โจทก์ก่อสร้างบ้านพักในที่ดินของจำเลยที่ชายหาดพัทยารวม ๓ หลัง เป็นเงิน ๓,๗๒๖,๙๕๖ บาท จำเลยชำระค่าจ้างให้โจทก์แล้วบางส่วนคงค้างชำระอยู่อีก ๘๐๐,๙๕๖ บาท วันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๑๗ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นได้มีคำสั่งที่ สลร. ๓๕/๒๕๑๗ ให้ทรัพย์สินของสามีจำเลยและของจำเลยซึ่งรวมทั้งที่ดินและอาคารบ้านพักที่จำเลยจ้างเหมาให้โจทก์ปลูกสร้างดังกล่าว ตกไปเป็นของรัฐเป็นเหตุให้จำเลยไม่มีทรัพย์สินพอที่จะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ได้ เมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๑๗ โจทก์ได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งขอบังคับให้ชำระหนี้ดังกล่าวระหว่างพิจารณาโจทก์จำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันต่อหน้าศาลโดยจำเลยยอมชำระเงินจำนวน ๘๐๐,๙๕๖ บาท ให้โจทก์ภายใน ๓ เดือน นับแต่วันทำยอม (วันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๑๗) ศาลพิพากษาตามยอมตามคดีหมายเลขแดงที่ ๖๘๙๓/๒๕๑๗ แต่จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว แล้ววินิจฉัยว่าที่จำเลยฎีกาว่ากระรวงการคลังได้รับข่วงทรัพย์และหน้าที่ในการชำระหนี้ค่าจ้างสร้างอาคารบ้านพักที่ จำเลยยังค้างชำระแก่โจทก์ไปแล้ว จำเลยย่อมหลุดพ้นหนี้สินที่จะต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้นเห็นว่าการรับช่วงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๖ ได้แก่การเอาทรัพย์สินอันหนึ่งเข้าแทนที่ทรัพย์สินอีกอันหนึ่งในฐานะนิตินัยอย่างเดียวกันกับทรัพย์สินอันก่อน การที่ทรัพย์สินของสามีจำเลยและของจำเลยตกไปเป็นของรัฐตามคำสังนายกรัฐมนตรีไม่ใช่เป็นการช่วงทรัพย์ จำเลยหาหลุดพ้นจากหนี้สินที่จะต้องรับผิดต่อโจทกไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง จำเลยฎีกาว่า จำเลยยังมีสิทธิจะได้รับคืนทรัพย์สินที่ถูกยึดซึ่งมีราคามากกว่าหนี้สิน และการที่จำเลยยังชำระเงินให้โจทก์ไม่ได้ ไม่ใช่ความผิดของจำเลย หากแต่เป็นเพราะเหตุสุดวิสัยโดยมีคำสั่งนายกรัฐมนตรีมายึดทรัพย์ของสามีจำเลยและจำเลยไปนั้น เห็นว่าการที่ทรัพย์สินของสามีจำเลยและของจำเลยตกไปเป็นของรัฐตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นไปตามกฎหมายและนโยบายของรัฐบาล และไม่เป็นการแน่นอนว่า สามีจำเลยและจำเลยจะได้รับทรัพย์คืนตามที่ร้องขอหรือไม่ ส่วนการที่ทรัพย์สินของสามีจำเลยและของจำเลยตกไปเป็นของรัฐดังกล่าว ก็หาใช่เหตุสุดวิสัยอันจะทำให้จำเลยหลุดพ้นจากความรับผิดที่จะต้องชำระหนี้แก่โจทก์ไม่ จำเลยฎีกาอีกว่า การก่อหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความหลังจากทรัพย์สินถูกยึดไปหมดแล้ว และโจทก์ทราบอยู่แล้วว่าจำเลยไม่มีทางชำระหนี้ได้ หนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความจึงไม่เป็นหนี้ที่โจทก์จะขอรับชำระหนี้ได้ ทั้งโจทก์ได้รับชำระหนี้แล้วถึงร้อยละ ๗๙.๐๑ จึงไม่สมควรที่จะให้จำเลยล้มละลายนั้น เห็นว่ามูลหนี้เดิมในคดีนี้เกิดจากสัญญาจ้างเหมาให้โจทก์ก่อสร้างบ้านพักของ จำเลยอันเป็นหนี้ที่ชอบด้วยกฎหมาย แม้จะได้ความว่า โจทก์ได้ฟ้องบังคับจำเลยให้ชำระหนี้เพื่อโจทก์จะได้อาศัยหนี้ตามคำพิพากษาไปยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จากกระทรวง การคลัง ก็เป็นสิทธิอันชอบที่จะกระทำเช่นนั้นได้ การที่โจทก์จำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความชำระหนี้แก่โจทก์ในคดีแพ่งดังกล่าว มิใช่เกิดจากการสมยอมโดยปราศจากมูลหนี้อันต้องห้ามตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช ๒๔๘๓ มาตรา ๙๔ เมื่อได้ความว่าหนี้เดิมได้แปลงมาเป็นหนี้ใหม่ตามคำพิพากษาตามยอม จึงหาทำให้หนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความกลายเป็นหนี้ที่ไม่อาจขอรับชำระหนี้ได้ไม่และแม้จำเลยจะได้ชำระหนี้ให้โจทก์แล้วถึงร้อยละ ๗๙.๐๑ เมื่อปรากฏว่าจำเลยค้างชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงินถึงหนึ่งล้านสามแสนบาทเศษ และจำเลยได้แจ้งให้โจทก์ทราบแล้วว่าไม่สามารถชำระหนี้ได้และทรัพย์สินของจำเลยถูกยึดไปเป็นของรัฐหมดแล้วเช่นนี้ ย่อมถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช ๒๔๘๓ มาตรา ๘๙ จำเลยนำสืบไม่ได้ว่าอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมด คดีจึงมีเหตุสมควรให้ลูกหนี้ (จำเลย) ล้มละลายได้ ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) ชอบแล้ว พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3023/2530 บริษัทวิศรุตก่อสร้าง จำกัด โจทก์ ท่านผู้หญิงจงกล กิตติขจร จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทวิศรุตก่อสร้าง จำกัด · จำเลย - ท่านผู้หญิงจงกล กิตติขจร
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ดุสิต วราโห · สวัสดิ์ รอดเจริญ · คำนึง อุไรรัตน์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายจิระ บุญพจนสุนทร · ศาลอุทธรณ์ - นายจรัส อุดมวรชาติ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2660/2536ฎีกา 2076/2542ฎีกา 3996/2541ฎีกา 4642/2540ฎีกา 635/2484ฎีกา 3581/2538ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1252/2530ฎีกา 1415/2540ฎีกา 8080/2538ฎีกา 3219/2534ฎีกา 374/2534ฎีกา 5272/2544ฎีกา 4851/2545ฎีกา 7168/2542ฎีกา 534/2504ฎีกา 1646/2519ฎีกา 1882/2518ฎีกา 1248/2473ฎีกา 1239/2514ฎีกา 4046/2541ฎีกา 1479/2526ฎีกา 1591/2495ฎีกา 3556/2533
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา