⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3152/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3152/2530

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำอนุญาตให้ฎีกาข้อเท็จจริงต้องระบุชัดเจนว่าปัญหาข้อเท็จจริงใดเป็นปัญหาสำคัญที่ควรสู่ศาลสูงสุด การวินิจฉัยพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนไม่ถือเป็นการวินิจฉัยนอกสำนวน และการโต้แย้งดุลพินิจในการลงโทษถือเป็นปัญหาข้อเท็จจริง

ย่อคำพิพากษา

คำอนุญาตให้ฎีกาของผู้พิพากษาศาลชั้นต้นว่า 'จำเลยเป็นข้าราชการ มีปัญหาทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายควรศาลสูงจะได้พิจารณา จึงรับรองให้ฎีกาข้อเท็จจริงได้ด้วย' นั้น ไม่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นเห็นว่าฎีกาข้อใดเป็นปัญหาข้อเท็จจริงอันเป็นปัญหาสำคัญควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาต ให้ฎีกา จึงเป็นคำอนุญาตที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 จำเลยฎีกาว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยนอกท้องสำนวนว่าจำเลยมีเจตนาในการกระทำผิด เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ เมื่อปรากฏว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยพยานหลักฐานนอกไปจากที่ปรากฏในท้องสำนวน หากแต่ยกเอาถ้อยคำของพยานโจทก์และพยานจำเลยขึ้นมาประกอบเป็นข้อวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามฟ้อง ฎีกาของจำเลยซึ่งเป็นเรื่องจำเลยเห็นควรเชื่อตามพยานหลักฐานของจำเลย จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง รวมทั้งฎีกาของจำเลยที่ว่า ตามพฤติการณ์แห่งคดีสมควรให้รอการลงโทษให้แก่จำเลย เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์จึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริงเช่นกัน.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.218 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.221 ประมวลกฎหมายอาญา ม.56

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๕, ๙๑ และนับโทษจำเลยต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๓๐๖๙/๒๕๒๖ ของศาลอาญาธนบุรี จำเลยไม่ได้ให้การ แต่นำสืบปฏิเสธความผิด ถือว่าจำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๕ จำคุก ๒ ปี คำเบิกความของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้หนึ่งในสามตามมาตรา ๗๘ คงจำคุกจำเลย ๑ ปี ๔ เดือน นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๓๐๖๙/๒๕๒๖ คดีหมายเลขแดงที่ ๑๔๑๒/๒๕๒๗ ของศาลอาญาธนบุรี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ว พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลล่างและให้ลงโทษจำคุกจำเลย ๑ ปี ๔ เดือน นับโทษจำเลยต่อจากโทษคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๓๐๖๙/๒๕๒๖ คดีหมายเลขแดงที่ ๑๔๑๒/๒๕๒๗ ของศาลอาญาธนบุรี ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งลงชื่อในคำพิพากษา รับรองให้ฎีกาความว่า 'จำเลยเป็นข้าราชการ มีปัญหาทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายหมายควรศาลสูงจะได้พิจารณา จึงรับรองให้ฎีกาข้อเท็จจริงได้ด้วย' ปัญหาว่าบันทึกของศาลชั้นต้นที่รับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เป็นการรับรองให้ฎีกาโดยชอบหรือไม่พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ตามฎีกาของจำเลยไม่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นเห็นว่าฎีกาข้อใดเป็นปัญหาข้อเท็จจริงอันเป็นปัญหาข้อสำคัญควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกาจึงถือไม่ได้ว่าเป็นการอนุญาตโดยชอบ ศาลฎีกาไม่รับพิจารณา คดีจึงมีปัญหาว่าฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาข้อกฎหมายหรือไม่ ตามฎีกาข้อ ๒ (ก) จำเลยอ้างว่าฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาข้อกฎหมายเพราะศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยนอกท้องสำนวนว่าจำเลยมีเจตนาในการกระทำผิด เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ ศาลฎีกาได้ตรวจคำเบิกความของพยานโจทก์จำเลยโดยตลอดแล้ว เห็นว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยพยานหลักฐานนอกไปจากที่ปรากฏในท้องสำนวน หรือยกเอาเรื่องนอกสำนวนขึ้นมาวินิจฉัยให้ขัดแย้งหรือฝ่าฝืนต่อคำพยานหลักฐานในท้องสำนวนประการใดเลย หากแต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยกเอาถ้อยคำของพยานโจทก์และพยานจำเลยเหล่านั้นขึ้นมาประกอบเป็นข้อวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดจริงดังที่โจทก์ฟ้องกล่าวหาจำเลย ฎีกาของจำเลยเป็นเรื่องจำเลยเห็นควรเชื่อตามพยานหลักฐานของฝ่ายจำเลย จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และตามที่จำเลยฎีกาไว้ในข้อนี้สรุปใจความได้ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้พิพากษาให้รอการลงโทษให้จำเลยโดยคำนึงถึงเหตุตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ เป็นดุลพินิจที่คลาดเคลื่อนและตามพฤติการณ์แห่งคดีสมควรให้รอการลงโทษให้แก่จำเลย โดยอ้างว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายนั้นเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ จึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริงสำหรับฎีกาข้อ ๒ (ข) ที่จำเลยฎีกาว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกฟ้องนั้น เห็นว่า ต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน จึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ส่วนฎีกาข้อ ๒ (ง) ว่าจำเลยขาดเจตนาในการกระทำผิดนั้น เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมา เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงอีกเช่นกัน ฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาข้อเท็จจริงดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วจึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ ศาลฎีการับวินิจฉัยให้ไม่ได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ถ้าศาลฎีกาเห็นว่าการกระทำของจำเลยยังจะมีความผิดอยู่ก็ขอศาลฎีกาลงโทษจำเลยสถานเบา ศาลฎีกาได้พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว เห็นว่า การกระทำผิดของจำเลยไม่ร้ายแรงนัก ทั้งจำเลยเป็นผู้ที่เคยมีคุณงานความดีมาก่อน จึงเห็นสมควรกำหนดโทษให้ต่ำลงตามรูปคดีตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๕/๒๕๒๓ ระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี โจทก์ นายมโน ไกรวงศ์ กับพวก โจทก์ร่วม นางเชื้อ ศักดาจำเลย และคำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๕๒/๒๕๒๙ ซึ่งจำเลยในคดีนี้เป็นจำเลยในคดีดังกล่าวด้วย พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย ๙ เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๖ เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3152/2530 นางสายพิน อ้นอมร กับพวก โจทก์ นายบรรลือ กิจกำธร จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสายพิน อ้นอมร กับพวก · จำเลย - นายบรรลือ กิจกำธร
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เจริญ นิลเอสงฆ์ · สหัส สิงหวิริยะ · เสวก จันทร์ผ่อง
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญาธนบุรี - นายมีพาศน์ โปตระนันท์ · ศาลอุทธรณ์ - นายชุม สุกแสงเปล่ง
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 99/2541ฎีกา 1047/2498ฎีกา 1891/2500ฎีกา 591/2540ฎีกา 3345/2535ฎีกา 1588/2479ฎีกา 10648/2554ฎีกา 3578/2538ฎีกา 4276/2534ฎีกา 2186/2550ฎีกา 3300/2552ฎีกา 164/2553ฎีกา 5598/2540ฎีกา 1638/2492ฎีกา 633/2540ฎีกา 664/2520ฎีกา 3911/2568ฎีกา 6416/2541ฎีกา 1746/2524ฎีกา 1209/2523ฎีกา 395/2484ฎีกา 2963/2535ฎีกา 1254/2494ฎีกา 191/2520
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา