คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3189/2530
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้โทษจำคุกจาก 7 ปี เป็น 1 ปี 6 เดือน ถือเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและลงโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง.
ย่อคำพิพากษา
ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย 2 กรรมต่างวาระกัน รวมจำคุก 7 ปีและปรับ 1,000 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้ลงโทษจำเลยบทหนักกรรมเดียว จำคุก 1 ปี 6 เดือน เช่นนี้ เป็นเพียงการแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี คู่ความต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 โจทก์ฎีกาว่าจำเลยไม่ได้ชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ร่วมโดยรู้สึกความผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดนั้น หากแต่จำเลยพยายามบ่ายเบี่ยงหลีกเลี่ยงไม่ยอมรับผิดมาแต่ต้นขอให้ลงโทษจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฎีกาของโจทก์เป็นการคัดค้านดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ในการกำหนดโทษจำเลยจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว.
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยขับรถยนต์โดยประมาทปราศจากความระมัดระวัง เป็นเหตุให้รถยนต์ที่จำเลยขับชนรถจักรยานสองล้อได้รับความเสียหายและผู้ขับขี่รถจักรยานสองล้อถึงแก่ความตายใน เวลาต่อมา ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๔๓, ๖๙, ๑๕๗ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑
จำเลยให้การปฏิเสธ
ระหว่างพิจารณา บิดาผู้ตายร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมศาลชั้นต้นอนุญาต
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๔๓, ๖๙, ๑๕๗ จำเลยกระทำความผิดแล้วยังไม่รู้สำนึกและไม่ยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่บิดามารดาผู้ตายทั้งๆ ที่บิดามารดาผู้ตายเรียกเงินเพียง ๓๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นจำนวนน้อยนิดเมื่อเทียบกับการต้องเสียบุตรสาวอย่างไม่มีวันกลับเพราะความประมาทของจำเลย นอกจากนี้จำเลยยังเสริมแต่งพยานเพื่อให้ตัวเองพ้นผิดโดยไม่ละอายแก่ใจในความผิดที่ก่อขึ้น จึงให้ลงโทษฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายจำคุก ๗ ปี ฐานขับรถฝ่าฝืนมาตรา ๔๓, ๑๕๗ พระราชบัญญัติจราจรทางบกให้ปรับ ๑,๐๐๐ บาท รวมจำคุก ๗ ปี ปรับ ๑,๐๐๐ บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้กักขังต่อจากโทษจำคุก
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑ ซึ่งเป็นบทหนัก จำคุก ๑ ปี ๖ เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๙๐ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นแต่เพียงเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี คู่ความจึงฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ โจทก์ฎีกาว่าโจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่ฟังว่าจำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมจนเป็นที่พอใจแล้วแสดงว่าจำเลยรู้สึกความผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดนั้น ที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลยพินิจลงโทษจำคุกจำเลย ๗ ปีนั้นหนักเกินไปโจทก์เห็นว่าจำเลยไม่ได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมโดยรู้สึกความผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดนั้นแต่อย่างใด จำเลยกลับพยายามบ่ายเบี่ยงหลีกเลี่ยงไม่ยอมรับผิดมาแต่ต้นขอให้ศาลฎีกาพิพากษาลงโทษจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเช่นนี้ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่าฎีกาของโจทก์เป็นการฎีกาคัดค้านดุลยพินิจของศาลอุทธรณ์ในการกำหนดโทษจำเลย จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้
พิพากษายกฎีกาโจทก์.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3189/2530
พนักงานอัยการประจำศาล จังหวัดภูเขียว โจทก์
นายจันทร์ แสนป้อง โจทก์ร่วม
นายจันทร์ ลากูด จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการประจำศาล จังหวัดภูเขียว · โจทก์ร่วม - นายจันทร์ แสนป้อง · จำเลย - นายจันทร์ ลากูด |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ปิ่นทิพย์ สุจริตกุล · สมศักดิ์ เกิดลาภผล · สาระ เสาวมล |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดภูเขียว - นายธงชัย เสนามนตรี · ศาลอุทธรณ์ - นายปรีชา ธนานันท์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา