⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3241/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3241/2530

ป.พ.พ. ม.1349

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ที่ดินที่ล้อมอยู่ย่อมมีสิทธิใช้ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นเพื่อออกสู่ทางสาธารณะได้ หากทางพิพาทมีความเหมาะสมกว่าทางอื่น และก่อให้เกิดความเสียหายแก่ที่ดินที่ล้อมอยู่น้อยที่สุด ผู้มีสิทธิใช้ทางจำเป็นมีหน้าที่ต้องใช้ค่าทดแทนแก่เจ้าของที่ดินที่ล้อมอยู่ แต่ไม่จำเป็นต้องเสนอขอจ่ายค่าทดแทนมาพร้อมกับคำขอ

ย่อคำพิพากษา

ที่ดินของโจทก์ถูกที่ดินของบุคคลอื่นล้อมอยู่ ทางออกสู่ทางสาธารณะอีก 3 ทาง มีลักษณะคดเคี้ยว ระยะทางไกลกว่าทางพิพาทต้องผ่านที่ดินของบุคคลอื่นหลายแปลง และต้องผ่านที่นามีน้ำเจิ่ง เต็มทางพิพาทมีความเหมาะสมกว่า ทั้งยังความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ที่ดินที่ล้อมอยู่น้อยที่สุด โจทก์จึงมีสิทธิใช้ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นเพื่อออกไปสู่ทางสาธารณะได้ ป.พ.พ. มาตรา 1349 มิได้บังคับว่าผู้ร้องขอใช้ทางจำเป็นต่อศาลจะต้องเสนอขอจ่ายค่าทดแทนความเสียหายให้แก่เจ้าของที่ดินที่ล้อมอยู่มาพร้อมกับคำขอด้วย เพียงแต่ระบุให้ผู้ร้องมีหน้าที่ต้องใช้ค่าทดแทนเท่านั้น แม้โจทก์จะไม่ได้ขอจ่ายค่าทดแทนมาในฟ้องแต่โจทก์ก็ไม่ได้ปฏิเสธที่จะจ่าย จำเลยยังคงมีสิทธิที่จะเรียกร้องเอาค่าทดแทนดังกล่าวจากโจทก์ได้อยู่ จึงไม่เป็นเหตุที่จะบังคับตามคำขอของโจทก์ไม่ได้.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1349

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1349 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยเปิดทางพิพาทเพื่อใช้เป็นทางจำเป็นโดยจำเลยเป็นฝ่ายเสียค่าใช้จ่าย และให้จำเลยไปจดทะเบียนทางจำเป็นกว้าง 1.30 เมตร ยาวประมาณ 155 เมตร โดยให้ที่ดินโจทก์เป็นสามยทรัพย์ หากจำเลยไม่ไปจดทะเบียน ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์สามารถออกสู่ทางสาธารณะโดยผ่านที่ดินของบุคคลอื่นได้ โจทก์ฟ้องโดยไม่ได้เสนอชดใช้ค่าทดแทน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยเปิดทางจำเป็นในทางพิพาทกว้าง0.80 เมตร ยาวประมาณ 155 เมตร และให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปิดกั้นโดยค่าใช้จ่ายของจำเลย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดินของโจทก์ทั้ง2 แปลง ถูกที่ดินของบุคคลอื่นล้อมอยู่ จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะโดยมีที่ดินของจำเลยล้อมอยู่ทางด้านทิศใต้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่าโจทก์มีสิทธิใช้ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นเพื่อออกไปสู่ทางสาธารณะได้หรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า นอกจากทางพิพาทแล้วโจทก์สามารถออกสู่ทางสาธารณะได้อีก 3 ทาง จึงไม่มีสิทธิใช้ทางพิพาทนั้น เห็นว่าทางออกจากที่ดินโจทก์ทั้ง 3 ทาง ตามฎีกาจำเลย คือทางด้านทิศเหนือตามแนวเส้นสีน้ำเงิน ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือและด้านทิศตะวันตกตามแนวเส้นสีแดงในแผนที่สังเขปเอกสารหมาย ล.1สภาพของทางตามแผนที่ดังกล่าว มีลักษณะคดเคี้ยวมีระยะทางไกลกว่าทางพิพาท ทั้งต้องผ่านที่ดินของบุคคลอื่นหลายแปลง นอกจากนี้ยังปรากฏจากที่ศาลชั้นต้นเดินเผชิญสืบที่พิพาทตามรายงานกระบวนพิจารณา วันที่ 7 ธันวาคม 2526 ว่าทางที่จำเลยอ้างทั้ง 3 ทางต้องผ่านที่นามีน้ำเจิ่งเต็มไปหมด เมื่อเทียบกับทางพิพาทซึ่งเป็นเส้นทางที่โจทก์เคยใช้เดินมาก่อน และมีระยะทางสั้นที่สุดแล้วจะเห็นได้ว่า ทางพิพาทมีความเหมาะสมกว่าทั้งยังความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ที่ดินที่ล้อมอยู่น้อยที่สุดด้วย โจทก์จึงมีสิทธิใช้ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นเพื่อออกไปสู่ทางสาธารณะได้ ส่วนที่จำเลยอ้างว่าทางพิพาทมีต้นไม้ยืนต้นปลูกอยู่ หากใช้เป็นทางจำเป็นแล้วจำเลยจะต้องเสียหายมากนั้น เห็นว่าทางพิพาทนี้ โจทก์เคยใช้เดินมาก่อน ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้มีความกว้างเพียง 80 เซนติเมตรจำเลยจึงคงเสียหายไม่มากนั้น และหากจำเลยต้องเสียหายไปเท่าใดก็มีสิทธิเรียกร้องค่าทดแทนในส่วนนี้จากโจทก์ได้อยู่แล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต่อไปมีว่า ฟ้องโจทก์จะต้องเสนอขอชดใช้ค่าทดแทนมาด้วยหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349วรรคท้ายบัญญัติว่า ผู้มีสิทธิที่จะผ่านต้องใช้ค่าทดแทนให้แก่เจ้าของที่ดินที่ล้อมอยู่ เพื่อความเสียหายอันเกิดแต่เหตุที่มีทางผ่าน โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องเสนอชดใช้ค่าทดแทนเพื่อความเสียหายเมื่อฟ้องโจทก์ไม่ได้ว่าไว้ จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่าตามบทกฎหมายดังกล่าวมิได้บังคับว่าผู้ร้องขอใช้ทางจำเป็นต่อศาลจะต้องเสนอขอจ่ายค่าทดแทนความเสียหายให้แก่เจ้าของที่ดินที่ล้อมอยู่มาพร้อมกับคำขอด้วย เพียงแต่ระบุให้ผู้ร้องมีหน้าที่ต้องใช้ค่าทดแทนเท่านั้น คดีนี้แม้โจทก์จะไม่ได้ขอจ่ายค่าทดแทนมาในฟ้องแต่โจทก์ก็ไม่ได้ปฏิเสธที่จะจ่ายจำเลยยังคงมีสิทธิที่จะเรียกร้องเอาค่าทดแทนดังกล่าวจากโจทก์ได้อยู่ จึงไม่เป็นเหตุที่จะบังคับตามคำขอของโจทก์ไม่ได้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน" พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3241/2530 นาง ประเสริฐ ขุน ทอง ฯ โจทก์ นางสาว สุข ฤดี จั่นเพิ้ง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาง ประเสริฐ ขุน ทอง ฯ · จำเลย - นางสาว สุข ฤดี จั่นเพิ้ง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สัมฤทธิ์ ไชยศิริ · มาโนช เพียรสนอง · สีนวล คงลาภ
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1768/2548ฎีกา 9248/2544ฎีกา 404/2507ฎีกา 389/2541ฎีกา 4564/2543ฎีกา 6369/2550ฎีกา 1370/2520ฎีกา 653/2516ฎีกา 326/2533ฎีกา 1194/2508ฎีกา 6229/2551ฎีกา 2920/2537ฎีกา 728/2538ฎีกา 1134/2516ฎีกา 7600/2540ฎีกา 2061/2529ฎีกา 991/2536ฎีกา 464/2540ฎีกา 6971/2539ฎีกา 116/2515ฎีกา 517/2509ฎีกา 4935/2541ฎีกา 6302/2541ฎีกา 602/2497
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ