⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3814/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3814/2530

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำของจำเลยที่ร่วมอยู่ในเหตุการณ์และรู้เห็นกับการกระทำความผิดของพวก ถือเป็นการสมทบกำลังให้แก่ผู้กระทำความผิด และเป็นการร่วมกันกระทำความผิดโดยมีเจตนาประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นผลที่อาจเกิดขึ้นร่วมกัน.

ย่อคำพิพากษา

ก่อนเกิดเหตุ จำเลยอยู่ด้วยกันกับพวกของจำเลยและได้วิ่งหนีไปด้วยกันหลังจากพวกจำเลยได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย ต่อมาอีก 1 ชั่วโมง จำเลยได้กลับเข้ามาในซอยเกิดเหตุกับพวกของจำเลยซึ่งมีอาวุธปืนยาวติดตัวมาเช่นเดียวกับเหตุการณ์ก่อนหน้า นั้นและยังร่วมวิ่งหนีออกจากซอยเกิดเหตุไปด้วยกันหลังจากพวกจำเลยได้ใช้อาวุธปืนยาวยิงมาที่ผู้เสียหายและ พวก กรณีย่อมฟังได้ว่าจำเลยได้ร่วมมาและรู้เห็นกับพวกโดยตลอดในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งสองครั้ง มิใช่เป็นการมาพบกับพวกจำเลยในที่เกิดเหตุโดยบังเอิญ และแม้จำเลยมิได้มีอาวุธปืนติดตัวมาด้วยทั้งมิได้กล่าว ถ้อยคำยุยงให้พวกกระทำการดังกล่าว การกระทำของจำเลยก็เท่ากับเป็นการสมทบกำลังให้แก่พวกซึ่งเป็นผู้ลงมือกระทำความผิดและเป็นพฤติการณ์อันต้องถือว่าเป็นการร่วมกันกระทำความผิดโดยมีเจตนาประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นผลที่อาจเกิดขึ้นร่วมกัน จำเลยจึงเป็นตัวการร่วมด้วยในการกระทำความผิด.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.80 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.288

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับนายอนุรักษ์ ค้ำชู จำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๕๖๔๙/๒๕๒๗ หมายเลขแดงที่ ๗๐๙๒/๒๕๒๗ ของศาลชั้นต้นซึ่งได้พิพากษาลงโทษไปแล้ว โดยมีเจตนาฆ่า ได้ร่วมกันใช้อาวุธปืนยาวลูกกรด ขนาด .๒๒ (ลองไรเฟิล) ยิงนายปฏิมา วิบูลย์เสข ๑ นัด แต่เนื่องจากกระสุนปืนไม่ถูกอวัยวะสำคัญ จึงไม่เป็นเหตุให้ผู้เสียหายดังกล่าวถึงแก่ความตายสมดังเจตนา จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๑๗๐๘/๒๕๒๘ ของศาลชั้นต้นขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘, ๘๐, ๘๓ และนับโทษจำเลยต่อจากคดีดังกล่าว จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘, ๘๐, ๘๓ ให้จำคุกจำเลยมีกำหนด ๑๐ ปี คำขออื่นของโจทก์ให้ยก จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าก่อนหน้าเกิดเหตุคดีนี้ จำเลยได้อยู่ด้วยกันกับนายอนุรักษ์และได้วิ่งหนีไปด้วยกัน หลังจากนายอนุรักษ์ได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายดังกล่าวแล้ว ครั้นอีกประมาณ ๑ ชั่วโมงต่อมาจำเลยได้กลับเข้ามาในซอยเกิดเหตุด้วยกันกับนายอนุรักษ์ซึ่งมีอาวุธปืนยาวติดตัวมาเช่นเดียวกับเหตุการณ์ก่อนหน้านั้นและยังร่วมวิ่งหนีออกจากซอยเกิดเหตุไปด้วยกัน หลังจากนายอนุรักษ์ได้ใช้อาวุธปืนยาวยิงมาที่ผู้เสียหายและพวกเช่นนี้ย่อมฟังได้ว่าจำเลยได้ร่วมมาและรู้เห็นกับพวกโดยตลอดในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งสองครั้งดังกล่าว หาใช่เป็นการมาพบกับนายอนุรักษ์ในที่เกิดเหตุโดยบังเอิญดังที่อ้างมาตามฎีกาไม่ และแม้จำเลยมิได้มีอาวุธติดตัวมาด้วย ทั้งมิได้กล่าวถ้อยคำยุยงให้พวกกระทำการดังกล่าวดังที่อ้างมาตามฎีกาก็ตาม การกระทำของจำเลยก็เท่ากับเป็นการสมทบกำลังให้แก่พวกซึ่งเป็นผู้ลงมือกระทำความผิดและเป็นพฤติการณ์อันต้องถือว่าเป็นการร่วมกันกระทำความผิดโดยมีเจตนาประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นผลที่อาจเกิดขึ้นร่วมกัน กรณีจึงถือว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมด้วยในการกระทำความผิด พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3814/2530 พนักงานอัยการกรมอัยการ โจทก์ นายวิบูลย์ หรือบูลย์ วิศวชีวินอนันต์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการกรมอัยการ · จำเลย - นายวิบูลย์ หรือบูลย์ วิศวชีวินอนันต์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ถาวร ตันตราภรณ์ · ชูเชิด รักตะบุตร์ · สง่า ศิลปประสิทธิ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญาธนบุรี - นายเหล็ก ไทรวิจิตร · ศาลอุทธรณ์ - นายอุดม มั่งมีดี
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1560/2529ฎีกา 1597/2522ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2530/2527ฎีกา 180/2554ฎีกา 861/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 2182/2567ฎีกา 226/2529ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1270/2506ฎีกา 6355/2544ฎีกา 1162/2508ฎีกา 3578/2531ฎีกา 235/2499ฎีกา 551/2514ฎีกา 3237/2543ฎีกา 7601/2540ฎีกา 1082/2511ฎีกา 2936/2543ฎีกา 1165/2537ฎีกา 1/2567ฎีกา 5957/2530ฎีกา 1386/2521
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา