⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4130/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4130/2530

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาถึงที่สุดว่าที่พิพาทมิใช่เป็นของโจทก์ ย่อมผูกพันโจทก์ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง.

ย่อคำพิพากษา

ก่อนโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ พนักงานอัยการได้ฟ้องจำเลยทั้งสองโดยโจทก์เป็นผู้เสียหายในข้อหาร่วมกันบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ซึ่งเป็นการกระทำอันเดียวกันในที่พิพาทคดีนี้ เมื่อคดีอาญาถึงที่สุดศาลอุทธรณ์ฟังว่าหนังสือ น.ส.3 ก. ที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ออกให้แก่โจทก์เป็นการออกทับที่ดินตาม น.ส. 3 ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นการออกโดยมิชอบ พยานหลักฐานโจทก์ฟังมิได้ว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ดังนี้ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาส่วนอาญาดังกล่าวว่าที่พิพาทมิใช่เป็นของโจทก์จึงผูกพันโจทก์ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.46

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่า ที่ดินที่พิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นของโจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองครอบครองทำประโยชน์ที่พิพาทมาช้านาน ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่พิพทรวมอยู่ในที่ดินที่จำเลยที่ 1 ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์มาตั้งแต่ พ.ศ. 2504 หนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่โจทก์ขอออกเมื่อ พ.ศ. 2519 เป็นการออกทับที่ดินจำเลยที่ 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ตามฟ้องคดีนี้โจทก์ก็ระบุว่า พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดปากพนัง ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองโดยโจทก์เป็นผู้เสียหายในข้อหาร่วมกันบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์อันเป็นการดำเนินคดีส่วนอาญาเกี่ยวกับการกระทำอันเดียวกันในที่พิพาทคดีนี้ ซึ่งฟ้องคดีนี้เป็นการฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ดังนั้น เมื่อคดีส่วนอาญาดังกล่าวถึงที่สุดโดยศาลอุทธรณ์ฟังว่า หนังสือ น.ส.3 ก ที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ออกให้แก่โจทก์ โดยยังมิได้พิจารณาคำคัดค้านของจำเลยที่ 1 เป็นการออกทับที่ดินตาม น.ส. 3 ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นการออกโดยมิชอบพยานหลักฐานโจทก์ฟังไม่ได้ว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ กรณีจึงต้องฟังข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาส่วนอาญาดังกล่าวว่าที่พิพาทมิใช่เป็นของโจทก์ อันมีผลให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองในคดีนี้อีกต่อไป ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าพนักงานอัยการเป็นโจทก์ในคดีอาญาดังกล่าว โจทก์จึงมิใช่คู่ความในคดีดังกล่าว แต่เป็นเพียงผู้เสียหายนั้นก็เห็นว่า เมื่อโจทก์เป็นผู้เสียหายในคดีดังกล่าวตามที่พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องกล่าวหาการกระทำความผิดของจำเลยแล้ว ทั้งโจทก์และจำเลยจึงต้องผูกพันตามคำพิพากษาในคดีส่วนอาญานั้น ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องกับคำวินิจฉัยศาลอุทธรณ์ ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ต่อไป ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4130/2530 นายแช่ม ด้วงสงค์ โจทก์ นางอิ่ม สุวรรณรัตน์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายแช่ม ด้วงสงค์ · จำเลย - นางอิ่ม สุวรรณรัตน์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ถาวร ตันตราภรณ์ · ชูเชิด รักตะบุตร์ · สง่า ศิลปประสิทธิ์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1144-1146/2553ฎีกา 7032/2559ฎีกา 175/2520ฎีกา 1065/2499ฎีกา 2584/2527ฎีกา 9203/2554ฎีกา 6235/2551ฎีกา 7/2491ฎีกา 758/2519ฎีกา 1730/2520ฎีกา 7223/2540ฎีกา 1351/2567ฎีกา 2731/2522ฎีกา 4209/2533ฎีกา 728/2512ฎีกา 1552/2524ฎีกา 3813/2535ฎีกา 417/2533ฎีกา 4715/2542ฎีกา 2532/2538ฎีกา 5677/2555ฎีกา 1917/2559ฎีกา 5735/2538ฎีกา 481/2526
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ