⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 437/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 437/2530

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
แม้จำเลยให้การรับสารภาพในคดีที่มีโทษถึงประหารชีวิต ศาลยังคงต้องฟังพยานหลักฐานของโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยกระทำผิดจริง และคำรับสารภาพของจำเลยให้ถือเป็นเหตุบรรเทาโทษตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

คดีฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิตนั้น แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพศาลยังต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 กรณีนี้จำเลยให้การปฏิเสธ ก็เป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องหาพยานหลักฐานมาแสดงต่อศาลจนเป็นที่เชื่อว่าจำเลยได้กระทำผิด เมื่อศาลได้พิเคราะห์พยานหลักฐานต่างๆของโจทก์ประกอบกับคำรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยจนเป็นที่แน่ใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริง คำรับสารภาพของจำเลยจึงเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาของศาลซึ่งถือเป็นเหตุบรรเทาโทษตามกฎหมาย และแม้จะเป็นคดีเกี่ยวกับเฮโรอีนซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษร้ายแรง จำเลยก็ยังสมควรได้รับประโยชน์จากเหตุบรรเทาโทษดังกล่าว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประกาศใช้กฎอัยการศึกของคณะปฏิวัติ พ.ศ.2522 ม.66 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.176 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.227 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.15 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.66

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามและพวกอีก ๓ คนที่ตายและหลบหนีร่วมกันมีและจำหน่ายเฮโรอีนไฮโดรคลอไรด์อันเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท ๑ สำนวนเพื่อจำหน่ายเป็นสารบริสุทธิ์ได้ ๒.๗๗๖ กิโลกรัม ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๗, ๑๕, ๖๖ และ ๑๐๒ กับริบเฮโรอีนของกลาง จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเฮโรอีนของกลาง ให้ลงโทษประหารชีวิตและริบเฮโรอีนของกลางข้อหาอื่นให้ยก จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า คำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง จึงมีเหตุบรรเทาโทษ และพิพากษาแก้ลดโทษให้จำเลยทั้งสามคนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุกจำเลยทั้งสามไว้ตลอดชีวิต โจทก์ฎีกาว่า คำรับสารภาพของจำเลยทั้งสามในชั้นสอบสวนไม่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาและไม่เป็นเหตุบรรเทาโทษ เพราะในชั้นพิจารณาของศาลจำเลยให้การปฏิเสธ โจทก์ต้องหาพยานหลักฐานมาแสดงต่อศาลจนศาลพิสูจน์ทราบความผิดของจำเลยขอให้ ลงโทษจำเลยทั้งสามดังคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๖๖ วรรคสอง ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพในชั้นศาล ศาลก็ยังต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๗๖ แต่เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธ ก็เป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องหาพยานหลักฐานมาแสดงต่อศาลจนเป็นที่เชื่อว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง และในการพิจารณาคดีนี้ศาลได้พิเคราะห์พยานหลักฐานต่าง ๆ ของโจทก์ประกอบกับคำรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสามจนเป็นที่แน่ใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง คำรับสารภาพของจำเลยจึงเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาของศาล ซึ่งถือเป็นเหตุบรรเทาโทษตามกฎหมายแม้จะเป็นคดีเกี่ยวกับเฮโรอีนซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษร้ายแรง จำเลยทั้งสองก็ยังสมควรได้รับประโยชน์จากเหตุบรรเทาโทษนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ลดโทษให้จำเลยทั้งสามคนละหนึ่งในสาม ศาลฎีกาเห็นฟ้องด้วย ิพิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 437/2530 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดฝาง โจทก์ นายสงัด นันทขันธ์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดฝาง · จำเลย - นายสงัด นันทขันธ์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุชาติ จิวะชาติ · เสรี แสงศิลป์ · อำนวย เปล่งวิทยา
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดเชียงใหม่ (อำเภอฝาง - นายกวด ปัญญาธีระ · ศาลอุทธรณ์ - นายประวิทย์ ขัมภรัตน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1332-1335/2511ฎีกา 185/2535ฎีกา 180/2554ฎีกา 824/2535ฎีกา 712/2559ฎีกา 2182/2567ฎีกา 1992/2530ฎีกา 5598/2540ฎีกา 6416/2541ฎีกา 1148/2534ฎีกา 2963/2535ฎีกา 831/2541ฎีกา 848/2545ฎีกา 4519/2544ฎีกา 7601/2540ฎีกา 16889/2555ฎีกา 1790/2521ฎีกา 2936/2543ฎีกา 5632/2551ฎีกา 2234/2535ฎีกา 5806/2534ฎีกา 435/2535ฎีกา 514/2486ฎีกา 1895/2492
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา