⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4441/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4441/2530

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่จำเลยดึงสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายขาดและนำไปโดยความโมโห ไม่ถือเป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือชิงทรัพย์ หากจำเลยเพียงแต่ไม่ต้องการให้ผู้เสียหายนำสร้อยคอดังกล่าวติดตัวไปด้วยเท่านั้น และมิได้มีเจตนาทุจริต. การกระทำที่จำเลยดึงสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายขาดและผลักผู้เสียหายจนเซไปถูกรถ ทำให้ผู้เสียหายมีบาดแผล ถือเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยกับผู้เสียหายอยู่กินฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรสและทำงานอยู่ที่โรงงานเดียวกัน จำเลยเป็นผู้ซื้อสร้อยคอทองคำให้ผู้เสียหาย บางครั้งจำเลยก็นำไปใส่ วันเกิดเหตุจำเลยทราบว่าผู้เสียหายจะไปเที่ยวจึงเข้าไปพบผู้เสียหายและพูดห้ามไม่ให้ผู้เสียหายไปเที่ยว ผู้เสียหายไม่ยอมจะไปให้ได้ จึงเกิดการโต้เถียงกัน การที่จำเลยดึงเอาสร้อยคอทองคำดังกล่าวที่ผู้เสียหายใส่อยู่ขาดและเอาสร้อยคอไปด้วยความโมโหนั้น เจตนาของจำเลยเพียงแต่ไม่ต้องการให้ผู้เสียหายนำสร้อยคอทองคำใส่ติดตัวไปด้วยเท่านั้น จำเลยมิได้เอาสร้อยคอทองคำดังกล่าวไปโดยเจตนาทุจริตการกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือชิงทรัพย์ การที่จำเลยเข้าไปดึงสร้อยคอทองคำที่ผู้เสียหายใส่อยู่ขาดแล้วผลักผู้เสียหายเซไปถูกรถ ทำให้ผู้เสียหายมีบาดแผลโดนเล็บที่บริเวณหน้าอกแต่โลหิตไม่ไหล เป็นความผิดฐานทำร้ายผู้เสียหายโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานชิงทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้าย ซึ่งรวมการกระทำผิดฐานทำร้ายร่างกายอยู่ในตัวศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานทำร้ายร่างกายดังกล่าวได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 ประมวลกฎหมายอาญา ม.339 ประมวลกฎหมายอาญา ม.391

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๒๘ เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยชิงทรัพย์สร้อยคอทองคำหนัก ๑ บาท ๑ เส้น ราคา ๔,๓๐๐ บาท ของนางสาวสายทอง ท่าสระ ผู้เสียหายไปโดยทุจริต โดยจำเลยใช้มือผลักอกและใช้เท้าถีบที่หน้าของผู้เสียหายด้วย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๙ จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๙ วรรคหนึ่ง ลงโทษจำคุก ๕ ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๒ ปี ๖ เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกับผู้เสียหายได้อยู่กินฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรส ระหว่างที่อยู่กินด้วยกัน จำเลยได้ซื้อสร้อยคอทองคำหนัก ๑ บาท ราคา ๔,๓๐๐ บาท ให้ผู้เสียหาย แต่บางครั้งจำเลยก็นำไปใส่ เมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๒๘ เวลา ๒๓ นาฬิกา ขณะที่ผู้เสียหายทำงานอยู่ในโรงงานของบริษัทอเมริกันเท็กซ์ไทล์ จำกัด จำเลยไปพบผู้เสียหาย พูดห้ามไม่ให้ผู้เสียหายไปเที่ยว เกิดมีปากเสียงโต้เถียงกัน จำเลยเกิดโมโหจึงเข้าไปดึงเอาสร้อยคอทองคำที่ผู้เสียหายใส่อยู่ขาดติดมือจำเลยไป และได้ผลักผู้เสียหายเซไปถูกรถด้วย ผู้เสียหายมีแผลโดนเล็บที่บริเวณหน้าอกแต่โลหิตไม่ไหล ที่โจทก์ฎีกาว่า แม้จำเลยกับผู้เสียหายอยู่กินด้วยกัน มีความสัมพันธ์ฉันสามีภริยา จำเลยจะเป็นเจ้าของสร้อยคอทองคำรวมอยู่ด้วยก็ตาม การที่จำเลยเอาสร้อยคอทองคำไปย่อมมีความผิดฐานชิงทรัพย์ตามฟ้องนั้น มีปัญหาวินิจฉัยว่า จำเลยเอาสร้อยคอทองคำไปโดยเจตนาทุจริตหรือไม่ เห็นว่า ตามคำเบิกความของผู้เสียหาย ผู้เสียหายและจำเลยต่างทำงานอยู่ที่โรงงานของบริษัทอเมริกันเท็กซ์ไทล์ จำกัด ด้วยกันวันเกิดเหตุจำเลยทราบว่าผู้เสียหายจะไปเที่ยวจึงเข้าไปพบผู้เสียหายและพูดห้ามไม่ให้ผู้เสียหายไปเที่ยว ผู้เสียหายไม่ยอมจะไปให้ได้จึงเกิดโต้เถียงกันด้วยความโมโหเมื่อผู้เสียหายไม่ยอมเชื่อฟังจำเลยจึงดึงเอาสร้อยคอทองคำที่ผู้เสียหายใส่อยู่ขาดและเอาสร้อยคอนั้นไป การที่จำเลยอยู่กินฉันสามีภริยากับผู้เสียหาย จำเลยเป็นผู้ซื้อสร้อยคอดังกล่าวให้ผู้เสียหาย บางครั้งจำเลยก็นำไปใส่เองด้วย เชื่อว่าเจตนาของจำเลยเพียงแต่ไม่ต้องการให้ผู้เสียหายนำสร้อยคอทองคำใส่ติดตัวไปด้วยเท่านั้น ฟังไม่ได้ว่าจำเลยเอาสร้อยคอทองคำที่ผู้เสียหายใส่อยู่ไปโดยเจตนาทุจริตการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือขิงทรัพย์ตามฟ้องโจทก์ ฎีกาโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำเลยฐานชิงทรัพย์ตามฟ้องฟังไม่ขึ้น แต่ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบฟังได้ว่า เมื่อจำเลยเข้าไปดังสร้อยคอทองคำที่ผู้เสียหายใส่อยู่ขาดแล้วจำเลยยังไม่ผลักผู้เสียหายเซไปถูกรถด้วย ผู้เสียหายมีบาดแผลโดนเล็บที่บริเวณหน้าอกแต่โลหิตไม่ไหลการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานทำร้ายผู้เสียหายโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๑ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานชิงทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้าย ซึ่งรวมการกระทำผิดฐานทำร้ายร่างกายอยู่ในตัว ศาลย่อมมีอำนาจลโทษจำเลยในความผิดฐานทำร้ายร่างกายดังกล่าวได้ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๑ ปรับ ๔๐๐ บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามมาตรา ๗๘ คงปรับ ๒๐๐ บาท ค่าปรับหากจำเลยไม่ชำระให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4441/2530 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดธัญบุรี โจทก์ นายยงยุทธ ผึ้งสมศักดิ์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดธัญบุรี · จำเลย - นายยงยุทธ ผึ้งสมศักดิ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุทิน นนทแก้ว · สหัส สิงหวิริยะ · เจริญ นิลเอสงฆ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดธัญบุรี - นายประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล · ศาลอุทธรณ์ - นายสุรัส มุ่งศิลป์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7083/2538ฎีกา 9114/2552ฎีกา 2530/2527ฎีกา 681/2491ฎีกา 892/2497ฎีกา 712/2559ฎีกา 599/2532ฎีกา 6293/2541ฎีกา 1992/2530ฎีกา 213/2554ฎีกา 20/2491ฎีกา 1795/2493ฎีกา 1411/2499ฎีกา 4225/2559ฎีกา 620/2490ฎีกา 119/2517ฎีกา 1368/2509ฎีกา 3814/2549ฎีกา 901/2480ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2292/2540ฎีกา 967/2501ฎีกา 2108/2536ฎีกา 5723-5724/2531
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา