⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5054/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5054/2530

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่ขู่เข็ญให้ผู้อื่นกระทำการตามความประสงค์โดยทำให้ผู้นั้นกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ หรือทรัพย์สิน แม้จะเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ แต่หากโจทก์ได้บรรยายถึงการกระทำดังกล่าวไว้ในฟ้องแล้ว ศาลย่อมลงโทษจำเลยในความผิดฐานทำให้เสื่อมเสียเสรีภาพได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 ใช้แขนรัดคอและใช้มีดคัทเตอร์จี้ผู้เสียหายขู่บังคับให้ผู้เสียหายส่งไม้ทีสไลด์ให้โดยมีจำเลยที่ 2 ยืนอยู่ด้วย แล้วจำเลยที่ 2 ยื้อแย่งเอาย่ามใส่หนังสือจากผู้เสียหายเมื่อจำเลยที่ 1 ได้ไม้ทีสไลด์จากผู้เสียหายแล้วแทนที่จะหลบหนีไปจำเลยทั้งสองกลับบังคับให้ผู้เสียหายเดินไปกับจำเลยทั้งสองเมื่อพบเจ้าหน้าที่ตำรวจจำเลยทั้งสองก็มิได้หลบหนี ทั้งได้คืนไม้ทีสไลด์ให้ผู้เสียหายแต่โดยดี โดยบอกว่าล้อผู้เสียหายเล่นซึ่งเป็นการผิดวิสัยของคนร้ายที่กระทำการชิงทรัพย์โดยทั่วไปที่จำเลยทั้งสองกระทำต่อผู้เสียหายก็เนื่องจากความคึกคะนองประกอบกับความมึนเมาสุราด้วยเจตนาจะกลั่นแกล้งข่มเหงน้ำใจผู้เสียหายซึ่งแต่งเครื่องแบบนักศึกษาของวิทยาลับที่จำเลยทั้งสองไม่ชอบมาก่อนหาได้มีเจตนาลักทรัพย์ไม่การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ แต่การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นการกระทำโดยมีอาวุธข่มขืนใจผู้เสียหายให้กระทำการตามความประสงค์ของจำเลยทั้งสองทำให้ผู้เสียหายกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตร่างกายเสรีภาพ หรือทรัพย์สิน การกระทำอันขู่เข็ญนี้เป็นส่วนหนึ่งของความผิดฐานชิงทรัพย์และโจทก์ได้บรรยายถึงการกระทำของจำเลยทั้งสองมาในฟ้องแล้วศาลฎีกาย่อมลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานทำให้เสื่อมเสียเสรีภาพได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 ประมวลกฎหมายอาญา ม.309 ประมวลกฎหมายอาญา ม.334 ประมวลกฎหมายอาญา ม.339

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๙ วรรคสอง, ๓๗๑, ๙๑ ริบมีดคัทเตอร์และคืนไม้ทีสไลด์ของกลางแก่ผู้เสียหาย จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๐๙ ให้จำคุกคนละ ๓ เดือน จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๗๑ ปรับ ๘๐ บาท ริบมีดคัดเตอร์ของกลาง ส่วนไม้ทีสไลด์ให้คืนแก่ผู้เสียหายคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๙ วรรคสอง พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๒๕ มาตรา ๑๓ ลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๖ กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๕ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำผิดฐานชิงทรัพย์ผู้เสียหายหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ ได้ใช้แขนรัดคอและใช้มีดคัทเตอร์ของกลางจี้ผู้เสียหาย ขู่บังคับให้ผู้เสียหายส่งไม้ทีสไลดิ์ให้จากนั้นจึงจับไหล่ผู้เสียหายให้เดินไปด้วยกัน โดยมีจำเลยที่ ๒ เดินคุมผู้เสียหายไปแล้วจำเลยที่ ๒ ทำการยื้อแย่งเอาย่ามใส่หนังสือจากผู้เสียหาย ทั้งเมื่อจำเลยที่ ๑ ได้ไม้ทีสไลด์จากผู้เสียหายแล้วแทนที่จะรีบหลบหนีไป กลับปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้บังคับให้ผู้เสียหายเดินไปกับจำเลยทั้งสอง เมื่อพบเจ้าหน้าที่ตำรวจจำเลยทั้งสองก็มิได้หลบหนี กลับคืนไม้ทีสไลด์ให้ผู้เสียหายแต่โดยดี โดยบอกว่าล้อผู้เสียหายเล่น พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการผิดวิสัยของคนร้ายที่กระทำการชิงทรัพย์โดยทั่วไป เมื่อคำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ได้ความว่ามีเรื่องต่อยตีกันเป็นประจำระหว่างนักศึกษาของสถานศึกษาที่ผู้เสียหายและจำเลยทั้งสองต่างกำลังศึกษาเล่าเรียนอยู่ประกอบกับขณะเกิดเหตุจำเลยทั้งสองมีอาการมึนเมาสุราแล้ว ศาลฎีกาเชื่อว่า ที่จำเลยทั้งสองกระทำต่อผู้เสียหายก็เนื่องจากความคึกคะนอง ประกอบกับความมึนเมาสุราด้วยเจตนาจะกลั่นแกล้งข่มเหงน้ำใจผู้เสียหายซึ่งแต่งเครื่องแบบนักศึกษาของวิทยาลัยที่จำเลยทั้งสองไม่ชอบมาก่อน หาได้มีเจตนาลักทรัพย์ไม่ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ แต่การที่จำเลยที่ ๑ ใช้แขนรัดคอผู้เสียหายและใช้มีดจี้ขู่เข็ญบังคับผู้เสียหายให้ส่งไม้ทีสไลด์ให้ โดยมีจำเลยที่ ๒ ยืนอยู่ด้วยแล้วบังคับผู้เสียหายให้เดินไปกับจำเลยทั้งสองและจำเลยที่ ๒ ยื้อแย่งย่ามใส่หนังสือจากผู้เสียหายนั้น เป็นการกระทำโดยมีอาวุธข่มขืนใจผู้เสียหายให้กระทำการตามความประสงค์ของจำเลยทั้งสองทำให้ผู้เสียหายกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ หรือทรัพย์สิน การกระทำอันขู่เข็ญนี้ย่อมเป็นส่วนหนึ่งของความผิดฐานชิงทรัพย์ และโจทก์ได้บรรยายถึงการกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวมาในฟ้องแล้ว ศาลฎีกาย่อมลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานทำให้เสื่อมเสียเสรีภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๙ วรรคสองได้ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคท้ายที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานชิงทรัพย์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๐๙ วรรคสอง ให้จำคุกคนละ ๖ เดือน ปรับคนละ ๒,๐๐๐ บาท จำเลยทั้งสองเป็นนักเรียนกำลังศึกษาอยู่ในระดับอาชีวศึกษา และไม่ปรากฏว่าเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ทั้งเกิดเหตุแล้ว ผู้เสียหายก็ไม่ติดใจเอาโทษแก่จำเลยทั้งสองเมื่อได้คำนึงถึงพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว สมควรให้โอกาสแก่จำเลยทั้งสองได้กลับตัวสักครั้งหนึ่ง โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ รวมโทษจำเลยที่ ๑ ฐานพาอาวุธตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองแล้วปรับ ๒,๐๘๐ บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5054/2530 พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ นายประสิทธิ์การ เสร็จกิจ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · จำเลย - นายประสิทธิ์การ เสร็จกิจ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สัมฤทธิ์ ไชยศิริ · มาโนช เพียรสนอง · สีนวล คงลาภ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญาธนบุรี - นายประสงค์ คุณาจิรภรณ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายสุเทพ กิจสวัสดิ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7083/2538ฎีกา 9114/2552ฎีกา 2530/2527ฎีกา 681/2491ฎีกา 892/2497ฎีกา 712/2559ฎีกา 599/2532ฎีกา 6293/2541ฎีกา 1992/2530ฎีกา 213/2554ฎีกา 20/2491ฎีกา 1795/2493ฎีกา 1411/2499ฎีกา 4225/2559ฎีกา 620/2490ฎีกา 119/2517ฎีกา 1368/2509ฎีกา 3814/2549ฎีกา 901/2480ฎีกา 18654/2555ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2292/2540ฎีกา 967/2501ฎีกา 2108/2536
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา