⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 851/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 851/2530

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่แสดงออกถึงการต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติการจับกุม ต้องเป็นการกระทำที่เกิดจากเจตนาที่จะขัดขวางโดยตรง ไม่ใช่การกระทำที่เกิดจากความตกใจหรือเข้าใจผิดในสถานการณ์.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 เป็นผู้ติดต่อขายและมาตรวจนับเงินจากผู้ที่ล่อซื้อกับเป็นผู้นำเฮโรอีนของกลางมาส่งให้สายลับต่อหน้าเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งซุ่มแอบดูอยู่เป็นจำนวนมาก จำเลยที่ 1 ถูกจับได้ในขณะนั้น เหตุที่จำเลยที่ 1 ต้องรับสารภาพในชั้นจับกุมและสอบสวนเพราะจำนนต่อพยานหลักฐาน ไม่สมควรลดโทษให้ ตำรวจไม่ได้แต่งเครื่องแบบเรียกให้จำเลยที่ 2 หยุดรถจักรยานยนต์ ตำรวจคนหนึ่งเข้ามายึดรถ อีกคนหนึ่งเข้ามาล็อคคอ จำเลยที่ 2 ตกใจคิดว่าถูกชิงรถจึงดิ้น ต่อมาทราบว่าเป็นตำรวจจึงหยุดและยอมให้จับกุม ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2มีเจตนาต่อสู้ขัดขวางการจับกุมของเจ้าพนักงาน.(ที่มา-ส่งเสริม)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.59 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายอาญา ม.138

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำเลยที่ 2 ต่อสู้ขัดขวางการจับกุมของเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังประทุษร้าย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138,83, 91, และขอให้ริบเฮโรอีนของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง ให้จำคุกตลอดชีวิต และจำเลยที่ 2มีความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังประทุษร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 1 ปีแต่คงลงโทษจำเลยที่ 2 จำคุกตลอดชีวิต ตามมาตรา 91 ที่แก้ไข้ใหม่และริบเฮโรอีนของกลาง จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายให้จำคุกตลอดชีวิต คำรับสารภาพชั้นจับกุมสอบสวนและการนำสืบเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาเป็นเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้1 ใน 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก37 ปี 6 เดือน ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "สำหรับฎีกาของโจทก์ที่ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ลดโทษให้จำเลยที่ 1 เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่าคดีนี้แม้ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน จำเลยที่ 1 จะรับสารภาพ แต่ตามพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ปรากฎว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ติดต่อขายและมาตรวจนับเงินจากผู้ที่ล่อซื้อกับเป็นผู้นำเฮโรอีนของกลางมาส่งให้สายลับต่อหน้าเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งซุ่มแอบดูอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งจับจำเลยที่ 1 ได้ในขณะนั้นเหตุที่จำเลยที่ 1 ต้องรับสารภาพนั้นก็เพราะจำนนต่อพยานหลักฐานมากกว่า จึงไม่สมควรลดโทษให้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขี้น สำหรับฎีกาโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 นั้น ทางพิจารณาได้ความเพียงว่าจำเลยที่ 2 ขับรถโดยมีจำเลยที่ 1 นั่งซ้อนท้ายมาลงในที่เกิดเหตุเท่านั้น ข้อเท็จจริงไม่ปรากฎว่า จำเลยที่ 2 ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเฮโรอีนของกลางนี้แต่อย่างใด ทั้งยังได้ความจากจ่าสิบตำรวจสมานพยานโจทก์เองว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ลงจากรถแล้ว จำเลยที่ 2 คงขับรถจักรยานยนต์เลยไปซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่ส่อแสดงไปในทางที่ว่าจำเลยที่ 2 น่าจะไม่ได้รู้เห็นในการที่จำเลยที่ 1 นำเฮโรอีนของกลางมาจำหน่ายด้วย จำเลยที่ 2 ก็ให้การปฏิเสธมาตั้งแต่ต้นและนำสืบต่อสู้ว่าจำเลยที่ 1 เพียงขออาศัยนั่งซ้อนท้ายรถไปด้วยเท่านั้นข้อเท็จจริงจึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเฮโรอีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ส่วนข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่นั้น ได้ความตามคำของร้อยตำรวจรีเดชา บุตรน้ำเพชรว่า พยานแสดงตัวเป็นตำรวจ และเข้าล็อคแขนจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 สบัดหลุด พยานกับพวกไล่ตามเกิดการต่อสู้กันที่พยานว่าได้แสดงตัวเป็นตำรวจก่อนเข้าจับกุมจำเลยที่ 2 ไม่ปรากฎข้อเท็จจริงว่า พยานได้แสดงบัตรประจำตัวหรือแสดงโดยวิธีการอย่างใดจำเลยที่ 2 อ้างว่าก่อนที่จะมีคนล็อคคอจำเลยที่ 2 นั้น บุคคลดังกล่าวยังไม่ได้บอกว่าเป็นใคร จำเลยที่ 2 เบิกความว่า วันเกิดเหตุผู้จัดการโรงเรียนให้พยานมาสืบราคาเครื่องกีฬาที่ร้านไทยวัฒนาพานิชขณะขับรถจะกลับโรงเรียนพบจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ขออาศัยนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ไปด้วย เมื่อส่งจำเลยที่ 1 ลงตรงที่จอดรถแล้วก็เลี้ยวรถจะกลับไปถึงประตูจะออกถนนใหญ่ มีชายหลายคนเรียกให้หยุดชายคนหนึ่งเข้ามายึดรถ อีกคนหนึ่งเข้ามาล็อคคือ จำเลยที่ 2 ตกใจคิดว่าถูกชิงรถจึงดิ้น ต่อมาทราบว่าเป็นตำรวจจึงหยุดและยอมให้จับกุม ซึ่งตรงกับคำของร้อยตำรวจรีเดชาว่าจำเลยเพียงสบัดแขนแล้ววิ่งหนี เมื่อตำรวจไม่ได้แต่งเครื่องแบบก็เป็นการยากที่จำเลยที่ 2จะทราบว่าผู้ที่เข้ามายึดรถและล็อคคอเป็นใคร พฤติการณ์ดังกล่าวอาจทำให้จำเลยที่ 2 เข้าใจผิดไปได้ การกระทำของจำเลยที่ 2 ยังถือไม่ได้ว่ามีเจตนาจะต่อสู้ขัดขวางการจับกุมของเจ้าพนักงานที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้วางโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ไว้ตลดดชีวิต โดยไม่ลดโทษให้ นอกจากที่แก้คงเป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์". ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 851/2530 พนักงานอัยการ จังหวัดสุราษฎร์ธานี โจทก์ นายเขือม มณีวราห์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัดสุราษฎร์ธานี · จำเลย - นายเขือม มณีวราห์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมบูรณ์ ฤกษ์สำราญ · ไพรัช วงศ์วัฒนะ · ไพจิตร วิเศษโกสิน
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1332-1335/2511ฎีกา 180/2554ฎีกา 2530/2527ฎีกา 2015/2521ฎีกา 1715/2545ฎีกา 5598/2540ฎีกา 185/2566ฎีกา 6416/2541ฎีกา 729/2483ฎีกา 3237/2543ฎีกา 530/2483ฎีกา 18654/2555ฎีกา 227/2507ฎีกา 2292/2540ฎีกา 7601/2540ฎีกา 1790/2521ฎีกา 5806/2534ฎีกา 3380/2531ฎีกา 5957/2530ฎีกา 693/2526ฎีกา 2680/2531ฎีกา 7891/2544ฎีกา 45/2484ฎีกา 3295/2543
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ