⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1162/2531

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1162/2531

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฟ้องคดีที่อยู่ในอำนาจศาลแรงงานกลางแล้วศาลวินิจฉัยว่าเป็นที่สุด หากโจทก์แยกฟ้องข้อหาดังกล่าวต่อศาลแรงงานกลางอีกครั้ง ไม่ถือเป็นการฟ้องซ้อน การที่นายจ้างฟ้องเรียกค่าเสียหายจากลูกจ้างในกรณีที่ลูกจ้างกระทำการประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของนายจ้างเสียหาย สามารถเรียกร้องได้ทั้งในมูลละเมิดและมูลสัญญาจ้างแรงงาน โดยสิทธิเรียกร้องอันเกิดจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานมีอายุความ 10 ปี

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิดในคดีนี้รวมกับข้อหาอื่นที่ศาลแพ่ง และอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยว่า ข้อหาที่โจทก์ฟ้องคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานกลาง ซึ่งเป็นที่สุดตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 9 วรรคสองโจทก์จึงแยกข้อหาคดีนี้มาฟ้องต่อศาลแรงงานกลาง กรณีจึงมิใช่เป็นเรื่องฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเป็นลูกจ้างโจทก์ ขับรถของโจทก์ด้วยความประมาทชนท้ายรถโดยสารประจำทางเป็นเหตุให้รถของโจทก์เสียหาย ขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย เช่นนี้เป็นการบรรยายฟ้องให้จำเลยรับผิดทั้งตามสัญญาจ้างแรงงานและในมูลละเมิดซึ่งโจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องได้ทั้งสองทาง สำหรับสิทธิเรียกร้องอันเกิดจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานกฎหมายไม่ได้กำหนดอายุความไว้เป็นพิเศษ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามป.พ.พ. มาตรา 164 โจทก์นำคดีมาฟ้องก่อนครบกำหนด 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ.(ที่มา-ส่งเสริมฯ)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.173 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.164 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.9

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นลูกจ้างโจทก์ จำเลยขับรถของโจทก์โดยความประมาทเลินเล่อชนท้ายรถโดยสารประจำทางเป็นเหตุให้รถของโจทก์เสียหายเป็นเงิน 38,110 บาท ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การว่า โจทก์ได้ฟ้องจำเลยในมูลเหตุเดียวกันนี้ต่อศาลแพ่งตามคดีหมายเลขดำที่ 16988/2529 คดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่งการที่โจทก์นำมูลเหตุเดียวกันมาฟ้องจำเลยยังศาลแรงงานกลางอีกจึงเป็นฟ้องซ้อน คดีนี้มิใช่คดีที่เกี่ยวกับการจ้างแรงงานหรือสภาพการจ้าง จึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลแรงงานกลางที่จะรับไว้พิจารณาและคดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายจำนวน 34,841.50บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า '...ข้อที่จำเลยอุทธรณ์ว่าฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นเหตุเดียวกันกับคดีที่โจทก์ได้ฟ้องจำเลยต่อศาลแพ่งและศาลแพ่งรับไว้พิจารณาแล้ว ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อน ศาลแรงงานกลางไม่มีอำนาจรับไว้พิจารณานั้นพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ในปัญหาดังกล่าวข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยเรียกค่าเสียหายตามข้อหาที่ฟ้องเป็นคดีนี้รวมกับข้อหาอื่นที่ศาลแพ่ง และอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยว่า ข้อหาที่โจทก์ฟ้องคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานกลาง ซึ่งคำวินิจฉัยดังกล่าวนี้เป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 9 วรรคสองโจทก์จึงแยกข้อหาคดีนี้มาฟ้องต่อศาลแรงงานกลาง กรณีจึงมิใช่เป็นเรื่องฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 173 วรรคสอง (1) ดังอุทธรณ์ของจำเลย... ข้อที่จำเลยอุทธรณ์ว่า วันเกิดเหตุที่รถชนกันคือวันที่ 15พฤศจิกายน 2527 โจทก์ได้สั่งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องไปรับรถและทำการซ่อมแซม ถือว่าโจทก์ได้รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่วันเกิดเหตุนั้นแล้ว โจทก์มาฟ้องคดีนี้เมื่อเกินเวลา 1 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเป็นลูกจ้างโจทก์ ขับรถยนต์ของโจทก์โดยความประมาทเลินเล่อชนท้ายรถยนต์โดยสารประจำทาง เป็นเหตุให้รถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 38,110 บาท ขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย คำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวเป็นการบรรยายฟ้องให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ทั้งตามสัญญาจ้างแรงงานและในมูลละเมิด ซึ่งในกรณีเช่นนี้โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องได้ทั้งสองทางสำหรับสิทธิเรียกร้องอันเกิดจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานนั้นกฎหมายไม่ได้กำหนดอายุความฟ้องร้องไว้เป็นพิเศษ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164 โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2529 ก่อนครบกำหนด 10ปีคดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ...' พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1162/2531 คุรุสภา ฯ โจทก์ นาย สุนทร จาด ทองคำ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - คุรุสภา ฯ · จำเลย - นาย สุนทร จาด ทองคำ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)จำนง นิยมวิภาต · จุนท์ จันทรวงศ์ · ครีภูมิ สุวรรณโรจน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 472/2526ฎีกา 5882/2541ฎีกา 4082/2530ฎีกา 1457/2526ฎีกา 1397/2494ฎีกา 2204/2535ฎีกา 4184/2543ฎีกา 369/2522ฎีกา 2384/2536ฎีกา 10554/2557ฎีกา 1055/2492ฎีกา 2093/2532ฎีกา 1882/2518ฎีกา 1531/2526ฎีกา 2606-2616/2529ฎีกา 3662/2525ฎีกา 9704/2558ฎีกา 6468/2537ฎีกา 2768/2519ฎีกา 6344/2540ฎีกา 156/2513ฎีกา 2494/2531ฎีกา 3528/2524ฎีกา 1430-1432/2510
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา