⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1164/2531

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1164/2531

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ย่อคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย 2 กรรมรวมจำคุกจำเลยที่ 1, ที่ 2 และที่ 3 คนละ 5 ปี และปรับคนละ 1,000 บาท ลงโทษปรับจำเลยที่ 4 เป็นเงิน 11,000 บาท ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงิน 1,997,400 บาท แก่ผู้เสียหายศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยทั้งสี่ใช้เงินแก่ผู้เสียหายเพียง 1,985,400 บาท เป็นการแก้ไขเล็กน้อย คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ที่จำเลยฎีกาว่าไม่มีพยานโจทก์ยืนยันถึงการกระทำผิดของจำเลยนั้นเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ที่จำเลยฎีกาว่าศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ข้อหนึ่งของจำเลยเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยอุทธรณ์ในข้อดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่จำเลยฎีกาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2511 มาตรา 7, 27 มิใช่มาตรา 7, 28 ตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยนั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดี เพราะโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามมาตรา 7, 28 ทั้งมาตรา 27 และ 28 ต่างก็เป็นบทลงโทษของมาตรา 7 ซึ่งกำหนดโทษไว้เท่ากัน จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.218 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2511 ม.7 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2511 ม.27 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2511 ม.28

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่กับพวกร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและจัดหางานโดยเรียกและรับค่าบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๓๔๑, ๓๔๓ พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๑๑ มาตรา ๗, ๒๘ ให้จำเลยร่วมกันคืนเงินจำนวน ๑,๙๙๗,๔๐๐ บาทแก่ผู้เสียหาย จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๓, ๘๓ พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๑๑ มาตรา ๗, ๒๘ ฐานฉ้อโกงประชาชนจำคุกจำเลยที่ ๑ที่ ๒ ที่ ๓ คนละ ๕ ปี ปรับจำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นนิติบุคคล ๑๐,๐๐๐ บาท ฐานจัดหางานโดยมิได้รับอนุญาตปรับคนละ ๑,๐๐๐ บาท ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงินจำนวน ๑,๙๙๗,๔๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยร่วมกันคืนเงินจำนวน๑,๙๘๕,๔๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ ๓ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย ๒ กรรม รวมจำคุกจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ คนละ ๕ ปี และปรับคนละ ๑,๐๐๐ บาท ลงโทษปรับจำเลยที่ ๔ เป็นเงิน ๑๑,๐๐๐ บาท ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงิน ๑,๙๙๗,๔๐๐ บาทแก่ผู้เสียหาย และศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ใช้เงินแก่ผู้เสียหายเพียง๑,๙๘๕,๔๐๐ บาท อันเป็นการแก้ไขเล็กน้อย คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ ที่จำเลยที่ ๓ ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายโดยฎีกาข้อ ๒ อ้างว่าในวันสืบพยานจำเลยไม่มีทนายมาศาลจึงขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นสั่งไม่อนุญาต จำเลยได้อุทธรณ์คำสั่ง และศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นสำคัญดังกล่าว จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ ๓ ดังกล่าวได้กล่าวอ้างเข้ามาลอยๆ ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๓ ได้อุทธรณ์ในปัญหาข้อนี้แต่อย่างใดจึงไม่รับวินิจฉัยให้ และที่ฎีกาว่าข้อวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสองเหมาเอาตามที่ผู้เสียหายยืนยันว่า จำเลยที่ ๓ เป็นพนักงานของบริษัท จำเลยที่ ๓ จึงมีความผิดก็ดี ฎีกาข้อ ๓ ที่ว่าไม่มีพยานโจทก์ยืนยันถึงการกระทำผิดของจำเลยที่ ๓ ก็ดี ล้วนแต่เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานทั้งสิ้น จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว ส่วนฎีกาในข้อ ๔ ที่ว่า การกระทำของจำเลยอาจเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๑๑มาตรา ๗, ๒๗ ไม่ใช่มาตรา ๗, ๒๘ ตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยนั้น แม้ปัญหาข้อนี้จะเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ก็เป็นข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีเพราะโจทก์ขอให้ลงโทษตามมาตรา ๗, ๒๘และบทลงโทษทั้งมาตรา ๒๗ และ ๒๘ ต่างก็เป็นบทลงโทษของมาตรา ๗ ซึ่งได้กำหนดโทษไว้เท่ากัน ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ ๓ จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ ๓ พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ ๓. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1164/2531 พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ นายอภิชาติ กุลบูลย์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · จำเลย - นายอภิชาติ กุลบูลย์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สง่า ศิลปประสิทธิ์ · ชูเชิด รักตะบุตร์ · ถาวร ตันตราภรณ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญา - นายอุดม มั่งมีดี · ศาลอุทธรณ์ - นายสุทิน นนทแก้ว
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 770/2535ฎีกา 3206/2537ฎีกา 99/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2409/2551ฎีกา 3616/2558ฎีกา 1588/2479ฎีกา 4276/2534ฎีกา 7988/2551ฎีกา 5332/2553ฎีกา 1638/2492ฎีกา 4549/2540ฎีกา 6911/2544ฎีกา 1360/2544ฎีกา 6321/2544ฎีกา 4432/2534ฎีกา 8444/2538ฎีกา 6058/2538ฎีกา 1165/2537ฎีกา 1166/2491ฎีกา 203/2511ฎีกา 674/2549ฎีกา 497/2539ฎีกา 459/2546
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา