⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1247/2531

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1247/2531

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นทั้งในส่วนของบทมาตราที่ลงโทษและโทษจำคุก แต่โทษจำคุกที่ศาลอุทธรณ์กำหนดไม่เกิน 1 ปี ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง.

ย่อคำพิพากษา

การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานเป็นตัวการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จำคุก 1 ปี และศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดฐานช่วยเหลือให้ความสะดวกแก่ผู้อื่นกระทำความผิดฉ้อโกงตามมาตรา 341, 86 จำคุก 8 เดือน นั้น แม้จะเป็นการแก้ทั้งบทและโทษ แต่ศาลอุทธรณ์ก็คงพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 1 ปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.219 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.86 ประมวลกฎหมายอาญา ม.341

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑, ๙๑พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๑๑ มาตรา ๙, ๒๗,๒๘ กับให้จำเลยชดใช้เงิน ๓๑,๐๐๐ บาทแก่ผู้เสียหาย และให้นับโทษจำเลยต่อ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๔๑ จำคุก ๑ ปี ตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานพ.ศ. ๒๕๑๑ มาตรา ๗, ๒๘ จำคุก ๑ เดือน รวมจำคุก ๑ ปี ๑ เดือน ให้จำเลยชดใช้เงิน ๓๑,๐๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย คำขอให้นับโทษจำเลยต่อให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑, ๘๓ จำคุก ๘ เดือน รวมจำคุก ๙ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานเป็นตัวการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ ให้จำคุก๑ ปี ศาลอุทธรณ์เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นการช่วยเหลือให้ความสะดวกแก่ผู้อื่นกระทำความผิดฉ้อโกงผู้เสียหายพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑, ๘๖ จำคุก ๘ เดือน ดังนี้ แม้จะเป็นการแก้ทั้งบทและโทษก็ตามแต่ศาลอุทธรณ์ก็คงพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน ๑ ปี คดีจึงต้องห้ามคู่ความมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๙ ที่โจทก์ฎีกาว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบข้อเท็จจริงรับฟังได้อย่างมั่นคงแน่ชัดว่า จำเลยกระทำไปในฐานะเฉพาะตัวของจำเลยเองในการติดต่อรับสมัครงานอันเป็นการฉ้อโกงผู้เสียหาย จึงควรมีความผิดฐานเป็นตัวการฉ้อโกงผู้เสียหาย แต่หากจะฟังว่าบริษัทเทพไทยธรณี จำกัด โดยนายประสิทธิ์ ผู้จัดการได้เป็นผู้หลอกลวงฉ้อโกงผู้เสียหาย ก็เป็นการแบ่งหน้าที่กันกระทำความผิด โดยนายประสิทธิ์เป็นผู้ดำเนินการแทนบริษัท ฯ และจำเลยรับหน้าที่ติดต่อผู้สมัครงาน พูด หลอกลวงผู้สมัครงานให้หลงเชื่อ การกระทำของจำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกันในการฉ้อโกงผู้เสียหายนั้น เป็นฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ฟังว่า จำเลยทำงานเป็นลูกจ้างในบริษัทเทพไทยธรณี จำกัด ไม่ได้ร่วมหลอกลวงผู้เสียหาย เพียงแต่เป็นผู้รับเงิน ออกใบเสร็จรับเงิน แล้วนำส่งแก่นายประสิทธิ์ผู้จัดการ เป็นการช่วยเหลือให้ความสะดวกในการที่นายประสิทธิ์กระทำผิดฉ้อโกงผู้เสียหาย ฎีกาของโจทก์จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกฎีกาโจทก์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1247/2531 พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ นางชุติวรรณ หัตถการบัญชา จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · จำเลย - นางชุติวรรณ หัตถการบัญชา
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สง่า ศิลปประสิทธิ์ · ชูเชิด รักตะบุตร์ · ถาวร ตันตราภรณ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแขวงพระนครเหนือ - นายประสาน มีลาภ · ศาลอุทธรณ์ - นายสุทิน นนทแก้ว
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3345/2535ฎีกา 180/2554ฎีกา 712/2559ฎีกา 861/2521ฎีกา 2303/2518ฎีกา 599/2532ฎีกา 1268/2515ฎีกา 6196/2534ฎีกา 1270/2506ฎีกา 6355/2544ฎีกา 218/2555ฎีกา 4225/2559ฎีกา 3578/2531ฎีกา 1211/2536ฎีกา 2766/2546ฎีกา 2826/2524ฎีกา 16889/2555ฎีกา 2936/2543ฎีกา 6863/2543ฎีกา 1/2567ฎีกา 5957/2530ฎีกา 767/2490ฎีกา 1813/2531ฎีกา 10552/2553
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา