คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1432/2531
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การเลิกจ้างลูกจ้างเพราะเจ็บป่วยจนหย่อนสมรรถภาพในการทำงาน ถือเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุสมควร
การฟ้องคดีเกี่ยวกับการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ ต้องดำเนินการยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ก่อน จึงจะมีอำนาจฟ้องต่อศาล
ย่อคำพิพากษา
โจทก์มีสุขภาพไม่สมบูรณ์ ไม่สามารถตรากตรำทำงานในหน้าที่พนักงานเก็บค่าโดยสารและพนักงานขับรถอันเป็นงานหนักให้จำเลยได้ กรณีถือได้ว่าโจทก์เจ็บป่วยจนหย่อนสมรรถภาพในการทำงาน การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงมีเหตุสมควร มิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ในระหว่างการเจรจาข้อเรียกร้องเกี่ยวกับสภาพการจ้างซึ่งสหภาพแรงงานฯ ที่โจทก์เป็นสมาชิกได้แจ้งข้อเรียกร้องต่อจำเลยโดยที่โจทก์มิได้กระทำความผิด อันเป็นการอ้างว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 121 นั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ดำเนินการยื่นคำร้องกล่าวหาจำเลยต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 124 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเกี่ยวกับการกระทำอันไม่เป็นธรรมดังกล่าว
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.8 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.49 พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม.121 พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม.124 คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ทั้งสี่เป็นลูกจ้างของจำเลย ทำหน้าที่พนักงานเก็บค่าโดยสาร ต่อมาจำเลยเลิกจ้างโจทก์อ้างว่าโจทก์ลาป่วยเกินสิทธิ เป็นการหย่อนสมรรถภาพในการทำงานและเลิกจ้างโดยขัดต่อกฎหมายเพราะโจทก์เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานซึ่งขณะเลิกจ้างอยู่ระหว่างขั้นตอนการเจรจาของจำเลยกับสหภาพแรงงานดังกล่าว การเลิกจ้างเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ขอให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานและนับอายุงานต่อเนื่องกับให้จ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ด้วย
จำเลยให้การว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์หย่อนสมรรถภาพในการทำงานโดยมีวันลาเกินสิทธิ จำเลยได้มีหนังสือเตือนหลายครั้ง โจทก์ก็ยังลาอีกเป็นการฝ่าฝืนข้อกำหนดเกี่ยวกับการทำงาน จึงมิใช่เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ขอให้ยกฟ้อง
ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งสี่ลาป่วยเกินสิทธิ จำเลยได้มีหนังสือเตือนหลายครั้ง โจทก์ก็ยังลาอีก แสดงให้เห็นว่าสุขภาพของโจทก์ไม่สมบูรณ์ การเลิกจ้างจึงมิใช่การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม จำเลยไม่ต้องรับผิด พิพากษายกฟ้อง
โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าในรอบปีงบประมาณ ๒๕๓๐ โจทก์ที่ ๑ ลาป่วย ๓๒ วัน โจทก์ที่ ๒ ลาป่วย ๔๖ วัน โจทก์ที่ ๓ ลาป่วย ๓๖ วัน และโจทก์ที่ ๔ ลาป่วย ๓๒ วัน จำเลยได้มีหนังสือเตือนหลายครั้ง โจทก์ก็ยังลาอีก แสดงให้เห็นว่าสุขภาพของโจทก์ทั้งสี่ไม่สมบูรณ์ โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ไม่สามารถตรากตรำทำงานในหน้าที่พนักงานเก็บค่าโดยสารได้และโจทก์ที่ ๓ ไม่สามารถตรากตรำทำงานในหน้าที่พนักงานขับรถอันเป็นงานหนักได้ ศาลฎีกาเห็นว่าตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙ การเลิกจ้างจะเป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรมจะต้องพิจารณาถึงเหตุแห่งการเลิกจ้างเป็นกรณีไปว่ามีเหตุผลเพียงพอแก่การเลิกจ้างหรือไม่เป็นสำคัญ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามที่ศาลแรงงานกลางฟังมาแล้วว่าโจทก์ทั้งสี่มีสุขภาพไม่สมบูรณ์ ไม่สามารถตรากตรำทำงานในหน้าที่พนักงานเก็บค่าโดยสารและพนักงานขับรถอันเป็นงานหนักให้จำเลยได้กรณีถือได้ว่าโจทก์เจ็บป่วยจนหย่อนสมรรถภาพในการทำงาน ถือเป็นเหตุอันสมควรที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์แต่ละคนได้แล้ว การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงมิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม
ต่อไปจะได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๔ ที่อุทธรณ์ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๔ ในระหว่างการเจรจาข้อเรียกร้องเกี่ยวกับสภาพการจ้างซึ่งสหภาพแรงงานผู้ปฏิบัติงานองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพที่โจทก์เป็นสมาชิกอยู่ได้แจ้งข้อเรียกร้องต่อจำเลยตามกฎหมาย โดยที่โจทก์มิได้กระทำหรือมีความผิดตามข้อยกเว้นตามบทบัญญัติมาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ การเลิกจ้างโจทก์จึงมิชอบด้วยบทบัญญัติมาตรา ๓๑ เห็นว่า อุทธรณ์ข้อนี้เป็นการอ้างว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๒๑ ซึ่งกรณีเช่นนี้โจทก์จะนำคดีมาสู่ศาลแรงงานได้ต่อเมื่อได้ดำเนินการตามขั้นตอนและวิธีการที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคสองเสียก่อน กล่าวคือจะต้องยื่นคำร้องกล่าวหาจำเลยผู้ฝ่าฝืนต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่วันที่มีการฝ่าฝืนตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๑๒๔ แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ เสียก่อนเมื่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีคำวินิจฉัยชี้ขาดประการใดแล้วจึงจะมีอำนาจนำคดีมาสู่ศาลแรงงานได้ ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ดำเนินการตามขั้นตอนและวิธีการแห่งกฎหมายดังได้กล่าวมาแล้ว โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๔ จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเกี่ยวกับการกระทำอันไม่เป็นธรรม อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1432/2531
นายอดิศักดิ์ แซ่โง้ว กับพวก โจทก์
องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายอดิศักดิ์ แซ่โง้ว กับพวก · จำเลย - องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | วิศิษฏ์ ลิมานนท์ · จุนท์ จันทรวงศ์ · สุพจน์ นาถะพินธุ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแรงงานกลาง - นางเกษม พิสิษฐ์สังฆการ · ศาลอุทธรณ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา