⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1662/2531

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1662/2531

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การยึดถืออาวุธปืนไว้ชั่วคราวเพื่อบรรเทาเหตุการณ์ร้ายแรง ไม่ถือเป็นการมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

จำเลยแย่งอาวุธปืนของกลางมาจากพวกของจำเลยซึ่งทะเลาะวิวาทกันและยึดถือไว้ชั่วขณะหนึ่งเพื่อบรรเทาเหตุการณ์ร้ายแรงซึ่งอาจเกิดขึ้น ดังนี้เป็นการยึดถือไว้ชั่วคราวจึงไม่ใช่มีอาวุธปืนของกลางไว้ในครอบครอง และจำเลยไม่ได้พาอาวุธปืนของกลางเคลื่อนที่ไป จึงไม่ใช่พาอาวุธปืนของกลางไปในที่สาธารณสถาน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม.7

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490มาตรา 7, 8, 72, 72 ทวิ คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับที่ 44 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519 ข้อ 3, 6, 7 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 371, 91 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา(ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2526 มาตรา 4 และริบของกลาง จำเลยให้การว่า เพื่อนของจำเลยชกต่อยและชักอาวุธปืนจะยิงกันจำเลยจึงเข้าห้ามและยึดอาวุธปืนของกลางไว้ชั่วคราว ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ คำสั่งคณะปฏิรูปฯข้อ 3, 6, 7 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371, 91 ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 ปี ฐานพกพาอาวุธปืนจำคุก 1 ปี รวมเป็น 3 ปี ลดโทษหนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี ของกลางริบ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "แม้เจ้าพนักงานตำรวจจับและยึดอาวุธปืนของกลางได้จากจำเลยขณะที่จำเลยถืออยู่ ก็มีข้อต้องพิจารณาประการแรกว่าจำเลยมีเจตนายึดถือครอบครองอาวุธปืนของกลางดังกล่าวหรือไม่ ปรากฏตามคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกสืบพงศ์จันทร์ศรี และจ่าสิบตำรวจธีระเดช คงเนียม พยานโจทก์ผู้จับกุมจำเลยว่า ขณะจับจำเลยนั้น จำเลยถืออาวุธปืนของกลาง ปากกระบอกชี้ลงพื้น ยืนอยู่กับพวกจำเลย 4-5 คน ที่ระเบียงโรงแรมเมื่อถูกจับจำเลยปฏิเสธในทันทีว่าไม่ใช่อาวุธปืนของจำเลยและตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.1 ว่าขณะนั้นจำเลยกับพวกกำลังวิวาทกัน ตามคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองดังกล่าวแสดงว่าก่อนทำการจับกุมนั้น จำเลยกับพวกยังมีข้อโต้แย้งกันอยู่จำเลยนำสืบนายธีระชัย จันทร์ชูกลิ่น และนายพิจารณ์ โสรพันเป็นพยาน พยานทั้งสองเบิกความว่าคืนเกิดเหตุขณะที่จำเลยเข้าไปหลับนอนกับผู้หญิงในห้อง ๆ หนึ่ง นายเคี้ยงกับนายพิจารณ์พวกของจำเลยซึ่งดื่มสุราอยู่ที่ห้องสำหรับดื่มสุราได้เกิดทะเลาะโต้เถียงท้าทายกันขึ้น จากนั้นบุคคลทั้งสองได้ออกไปนอกห้องและชกต่อยกัน นายพิจารณ์ชักอาวุธปืนของกลางจะยิงนายเคี้ยงนายอู๊ดซึ่งเป็นคนขับรถของนายเคี้ยงจึงไปเคาะประตูเรียกจำเลยและแจ้งเหตุให้ทราบ จำเลยได้ออกมาจากห้องโดยนุ่งผ้าเช็ดตัวผืนเดียวเข้าห้ามปรามนายเคี้ยงกับนายพิจารณ์ซึ่งกำลังยื้อแย่งอาวุธปืนของกลางกัน จำเลยแย่งอาวุธปืนของกลางไว้ได้ แต่ในระหว่างที่จำเลยไกล่เกลี่ยให้คู่กรณีเลิกแล้วต่อกันนั้นเอง เจ้าพนักงานตำรวจก็เข้ามาจับกุมจำเลยและยึดอาวุธปืนของกลาง พยานจำเลยทั้งสองปากนี้เบิกความต้องคำกันว่าอาวุธปืนของกลางมิใช่เป็นของจำเลยแต่เป็นของนายพิจารณ์ซึ่งนายพิจารณ์ก็รับว่าเป็นอาวุธปืนของตนโดยมิได้เกรงต่อความผิดที่พยานอาจได้รับคำพยานจำเลยจึงมีน้ำหนัก นอกจากนี้ปรากฏว่าเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลย จำเลยได้ให้การปฏิเสธในทันทีทันใดว่าอาวุธปืนของกลางมิใช่เป็นของจำเลย การที่จำเลยมิได้แจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมว่าจำเลยได้อาวุธปืนมาด้วยวิธีใดนั้นอาจเป็นเพราะจำเลยกำลังตกใจต่อเหตุการณ์หรือไม่มีเจ้าพนักงานตำรวจผู้ใดซักถามก็เป็นได้ จะถือว่าการกระทำของจำเลยเป็นพิรุธหาได้ไม่อีกประการหนึ่งตามข้อเท็จจริงได้ความว่าขณะที่จำเลยถูกจับกุมนั้นจำเลยนุ่งผ้าเช็ดตัวเพียงผืนเดียวแสดงให้เห็นว่าการที่จำเลยออกมาจากห้องโดยลักษณะการแต่งกายเช่นนั้น จำเลยมีความประสงค์จะมาห้ามปรามพวกของจำเลยซึ่งทะเลาะวิวาทกัน ฉะนั้นถ้าหากว่าอาวุธปืนของกลางเป็นของจำเลยหรือจำเลยมีไว้ในความครอบครองแล้วก็ไม่มีเหตุผลที่จำเลยจะนำอาวุธปืนของกลางติดตัวออกมานอกห้องด้วยทั้ง ๆ ที่ปืนนั้นไม่มีกระสุนปืนบรรจุอยู่ เพราะจำเลยทราบล่วงหน้าว่าเป็นพวกของจำเลยทะเลาะกันเองมิใช่ทะเลาะวิวาทกับบุคคลอื่นจนถึงขั้นจะใช้อาวุธปืน สำหรับข้อที่จำเลยไม่ยอมให้การชั้นจับกุมก็เป็นวิธีการที่กฎหมายเปิดโอกาสให้กระทำได้โดยชอบธรรมหาเป็นการผิดวิสัยแต่อย่างใดไม่ คดีฟังได้ว่าอาวุธปืนของกลางที่เจ้าพนักงานตำรวจจับและยึดได้จากจำเลยนั้น จำเลยแย่งมาได้จากพวกของจำเลยซึ่งทะเลาะวิวาทกัน การที่จำเลยยึดถืออาวุธปืนของกลางไว้ตามพฤติการณ์ดังกล่าวเพียงชั่วขณะหนึ่งโดยมีเจตนาที่จะบรรเทาเหตุการณ์ร้ายแรงซึ่งอาจเกิดขึ้น เป็นการยึดถือไว้ชั่วคราว จำเลยจึงไม่ใช่เป็นผู้มีอาวุธปืนของกลางไว้ในครอบครอง สำหรับความผิดฐานพาอาวุธปืนของจำเลยไม่ได้พาอาวุธปืนของกลางเคลื่อนที่ไปไหน จึงยังไม่พอฟังว่าจำเลยได้พาอาวุธปืนไปในที่สาธารณสถานตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1662/2531 พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ นาย ประวิทย์ ศักดิ์ สูง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · จำเลย - นาย ประวิทย์ ศักดิ์ สูง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุพจน์ นาถะพินธุ · วิศิษฏ์ ลิมานนท์ · วีระชัย สูตรสุวรรณ
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2781/2565ฎีกา 9114/2552ฎีกา 729/2508ฎีกา 180/2554ฎีกา 1400/2538ฎีกา 1336/2553ฎีกา 5305/2539ฎีกา 2279/2515ฎีกา 1824/2499ฎีกา 2024/2531ฎีกา 6759/2540ฎีกา 7847/2544ฎีกา 4180/2539ฎีกา 2178/2517ฎีกา 1373/2553ฎีกา 4534/2531ฎีกา 4155/2535ฎีกา 2303/2514ฎีกา 738/2536ฎีกา 3779/2536ฎีกา 4959/2547ฎีกา 1017/2536ฎีกา 1480/2492ฎีกา 111/2504
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ