คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1849/2531
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
นายจ้างมีเหตุจำเป็นหรือเหตุอันสมควรที่จะเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างได้ หากการดำเนินกิจการของนายจ้างต้องหยุดลงอันเป็นผลให้งานที่กรรมการลูกจ้างทำอยู่สิ้นสุดลง.
ย่อคำพิพากษา
การเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ มาตรา 52 นายจ้างจะต้องมีเหตุจำเป็นหรือเหตุอันสมควรที่จะเลิกจ้าง โดยเหตุนั้นอาจเกิดจากกรรมการลูกจ้างหรือเป็นเหตุจากทางฝ่ายนายจ้างหรือบุคคลภายนอกก็ได้ผู้ร้องซึ่งเป็นนายจ้างเป็นรัฐวิสาหกิจ การดำเนินกิจการต้องปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติให้ผู้ร้องปลูกสร้างโรงแรมขึ้นใหม่ในที่ดินที่เป็นที่ตั้งโรงแรมเดิมผู้ร้องจึงจำเป็นต้องหยุดดำเนินกิจการโรงแรมดังกล่าว และทำให้งานซึ่งผู้คัดค้านทำอยู่ต้องสิ้นสุดลง ผู้ร้องจึงมีเหตุจำเป็นหรือเหตุอันสมควรที่จะเลิกจ้างผู้คัดค้านได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม.52
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติให้ผู้ร้องให้เช่าที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงแรมเอราวัณและร่วมลงทุนกับบริษัทอัมรินทร์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ในการจัดสร้างโรงแรมใหม่ ผู้ร้องจำเป็นต้องเลิกกิจการโรงแรมเอราวัณและเลิกจ้างลูกจ้างของผู้ร้อง เนื่องจากผู้คัดค้านทั้งแปดเป็นกรรมการลูกจ้าง จึงขออนุญาตเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งแปด
ผู้คัดค้านทั้งแปดยื่นคำคัดค้านว่า การดำเนินการปรับปรุงกิจการโรงแรมเอราวัณเป็นเพียงการหยุดกิจการชั่วคราวเท่านั้น ผู้ร้องยังคงมีสภาพเป็นนิติบุคคล ผู้ร้องร่วมทุนกับบริษัทอื่นหนึ่งในสามจึงไม่มีความจำเป็นจะต้องเลิกจ้างผู้คัดค้าน และคณะรัฐมนตรีกับคณะกรรมาธิการแรงงานสภาผู้แทนราษฎรมีความเห็นว่าเมื่อผู้ร้องได้ร่วมลงทุนกับบริษัทอัมรินทร์ฯ แล้ว ควรพิจารณารับลูกจ้างเดิมเข้าทำงานต่อไป ขอให้ยกคำร้อง
ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งแปด
ผู้คัดค้านที่ ๑ อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า การเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๕๒ นายจ้างต้องมีเหตุจำเป็นหรือเหตุอันสมควรที่จะเลิกจ้าง และเหตุนั้นอาจเกิดจากกรรมการลูกจ้างหรือเป็นเหตุจากทางฝ่ายนายจ้างหรือบุคคลภายนอกก็ได้ คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ร้องซึ่งเป็นนายจ้างเป็นรัฐวิสาหกิจ การดำเนินกิจการต้องปฏิบัติตามมติของคณะรัฐมนตรีเมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติให้ผู้ร้องปลูกสร้างโรงแรมขึ้นใหม่ในที่ดินที่เป็นที่ตั้งโรงแรมเอราวัณ การที่ผู้ร้องหยุดดำเนินกิจการโรงแรมเอราวัณ เพื่อรื้อถอนและปลูกสร้างโรงแรมใหม่ จึงเป็นการปฏิบัติตามมติของคณะรัฐมนตรี และจากการที่ผู้ร้องจำเป็นต้องหยุดดำเนินกิจการโรงแรมดังกล่าว มีผลทำให้งานซึ่งผู้คัดค้านทำประจำในโรงแรมต้องสิ้นสุดลงโดยปริยาย ผู้ร้องจึงไม่มีงานใดๆ ในโรงแรมซึ่งจะให้ผู้คัดค้านทำต่อไป ผู้ร้องย่อมมีเหตุจำเป็นหรือเหตุอันสมควรที่จะเลิกจ้างผู้คัดค้านและกรณีเช่นนี้ หากให้ผู้คัดค้านคงมีสภาพเป็นลูกจ้างของผู้ร้องต่อไปผู้ร้องก็ต้องจ่ายค่าจ้างหรือค่าใช้จ่ายอื่นให้แก่ผู้คัดค้านโดยที่ผู้คัดค้านมิได้ทำงานเป็นการตอบแทนแก่ผู้ร้อง ซึ่งไม่เป็นธรรมแก่ผู้ร้อง
พิพากษายืน.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1849/2531
บริษัทสหโรงแรมไทยและการท่องเที่ยว จำกัด ฯ ผู้ร้อง
นายประสิทธิ์ ยรรยง กับพวก ผู้คัดค้าน
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | ผู้ร้อง - บริษัทสหโรงแรมไทยและการท่องเที่ยว จำกัด ฯ · ผู้คัดค้าน - นายประสิทธิ์ ยรรยง กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สุพจน์ นาถะพินธุ · จุนท์ จันทรวงศ์ · วิศิษฏ์ ลิมานนท์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแรงงานกลาง - นายเสงี่ยม คชาธาร · ศาลอุทธรณ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา