⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 8247/2568

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8247/2568

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลแรงงานอนุญาตให้เลิกจ้างแล้วนายจ้างแสดงเจตนาเลิกจ้าง ถือว่าการเลิกจ้างชอบด้วยกฎหมาย แม้คำพิพากษาศาลชั้นต้นจะถูกยกเลิกในชั้นอุทธรณ์ ก็ไม่ทำให้ความสัมพันธ์นายจ้างลูกจ้างกลับคืนมาโดยอัตโนมัติ หากทั้งสองฝ่ายมิได้แสดงเจตนาผูกพันความสัมพันธ์นั้นอีก

ย่อคำพิพากษา

เมื่อศาลแรงงานภาค 1 อนุญาตให้จำเลยผู้เป็นนายจ้างเลิกจ้างโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างและกรรมการลูกจ้างได้ การที่ต่อมาจำเลยแสดงเจตนาเลิกจ้างโจทก์ตามที่ศาลแรงงานภาค 1 อนุญาต จึงเป็นการเลิกจ้างที่ชอบด้วย พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 52 มีผลทำให้นิติสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับโจทก์สิ้นสุดลงแล้วนับแต่วันที่การแสดงเจตนาเลิกจ้างมีผล แม้ต่อมาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจะพิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 1 และให้ศาลแรงงานภาค 1 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี อันมีผลทำให้คำสั่งของศาลแรงงานภาค 1 ที่อนุญาตให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์สิ้นผลไปก็ตาม แต่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษดังกล่าวมิได้มีผลทำให้จำเลยกับโจทก์กลับมามีนิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานกันอีกในทันที จำเลยกับโจทก์จะต้องแสดงเจตนาผูกนิติสัมพันธ์การเป็นนายจ้างลูกจ้างกันอีกครั้งหนึ่ง เมื่อภายหลังจากศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษาแล้ว โจทก์มิได้แสดงเจตนากลับเข้าทำงานกับจำเลยและจำเลยยังมิได้แสดงเจตนารับโจทก์กลับเข้าทำงาน จำเลยกับโจทก์จึงยังคงไม่มีนิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานเรื่อยมา การที่ต่อมาศาลแรงงานภาค 1 พิจารณาคดีใหม่มีคำพิพากษาอนุญาตให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์และคดีถึงที่สุดแล้ว เมื่อจำเลยกับโจทก์ยังคงไม่มีนิติสัมพันธ์เป็นนายจ้างกับลูกจ้างตลอดมา จำเลยจึงไม่จำต้องแสดงเจตนาเลิกจ้างโจทก์ตามที่ศาลแรงงานภาค 1 อนุญาตอีก โจทก์ไม่ได้เป็นลูกจ้างจำเลยในช่วงระยะเวลาตามคำฟ้องย่อมไม่มีสิทธิเรียกค่าจ้างและเงินโบนัสตามฟ้องจากจำเลย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม.52

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้าง 265,989 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี คิดเป็นเงิน 31,029 บาท เงินโบนัส 58,289 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จ่ายค่าจ้างเดือนละ 16,764 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป หากไม่จ่ายเงินค่าจ้างให้เสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และเงินเพิ่มร้อยละ 15 ทุกระยะ 7 วัน ของต้นเงินที่ค้างชำระจนกว่าจำเลยจะปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์แถลงขอสละสิทธิเรียกร้องเงินเพิ่มตามฟ้อง ศาลแรงงานภาค 1 พิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายืน โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยและเป็นกรรมการลูกจ้าง จำเลยขออนุญาตเลิกจ้างโจทก์ต่อศาลแรงงานภาค 1 ศาลแรงงานภาค 1 มีคำสั่งอนุญาตให้เลิกจ้างโจทก์ จำเลยจึงมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ในวันดังกล่าวโดยโจทก์ลงลายมือชื่อรับทราบไว้ ต่อมาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 1 รับฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์กระทำอนาจารโดยถือตามคำพิพากษาส่วนอาญา โดยมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบ เป็นการรับฟังข้อเท็จจริงที่ไม่ชอบ พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 1 ให้ศาลแรงงานภาค 1 พิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี วันที่ 31 มีนาคม 2563 ศาลแรงงานภาค 1 พิจารณาคดีใหม่แล้วมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน คดีถึงที่สุด จำเลยมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างกับสหภาพแรงงานกะรัตสุขภัณฑ์ ฉบับลงวันที่ 11 กันยายน 2564 ตกลงจ่ายเงินรางวัลหรือโบนัสในปี 2562 ถึงปี 2564 รวมปีละ 101 วัน และเงินอีกจำนวน 1,850 บาท ตั้งแต่จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์เป็นต้นมา โจทก์ไม่ได้ทำงานให้แก่จำเลย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษรับฟังข้อเท็จจริงนอกสำนวน หรือไม่ เห็นว่า ปรากฏข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 1 รับฟังเป็นยุติว่า ตั้งแต่จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 28 สิงหาคม 2562 เป็นต้นมา โจทก์ไม่ได้ทำงานให้แก่จำเลย การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษหยิบยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นมาประกอบการวินิจฉัยโดยเห็นว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าจ้างและเงินโบนัสตามฟ้องจากจำเลย จึงชอบแล้ว ส่วนเหตุที่โจทก์โต้แย้งตามฎีกาที่ว่า จำเลยมีคำสั่งไม่ให้โจทก์เข้าไปทำงานตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2562 มิใช่โจทก์สมัครใจที่จะไม่เข้าทำงานกับจำเลย ก็เป็นเหตุที่เกิดขึ้นก่อนข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 1 รับฟังเป็นยุติดังกล่าว จึงหาใช่เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษรับฟังข้อเท็จจริงนอกสำนวนดังที่โจทก์ได้ฎีกาไม่ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อต่อไปมีว่า จำเลยจะต้องมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์อีกครั้งหนึ่งหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลแรงงานภาค 1 มีคำพิพากษาอนุญาตให้จำเลยผู้เป็นนายจ้างเลิกจ้างโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างและกรรมการลูกจ้างได้ การที่ต่อมาจำเลยแสดงเจตนาเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2562 ตามที่ศาลแรงงานภาค 1 อนุญาต จึงเป็นการเลิกจ้างที่ชอบด้วยพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 52 มีผลทำให้นิติสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับโจทก์สิ้นสุดลงแล้วนับแต่วันที่การแสดงเจตนาเลิกจ้างมีผล แม้ต่อมาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจะพิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 1 และให้ศาลแรงงานภาค 1 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี อันมีผลทำให้คำสั่งของศาลแรงงานภาค 1 ที่อนุญาตให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์สิ้นผลไปก็ตาม แต่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษดังกล่าวมิได้มีผลทำให้จำเลยกับโจทก์กลับมามีนิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานกันอีกในทันที จำเลยกับโจทก์จะต้องแสดงเจตนาผูกนิติสัมพันธ์การเป็นนายจ้างลูกจ้างกันอีกครั้งหนึ่ง เมื่อภายหลังจากศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษาแล้ว โจทก์มิได้แสดงเจตนากลับเข้าทำงานกับจำเลยและจำเลยยังมิได้แสดงเจตนารับโจทก์กลับเข้าทำงาน จำเลยกับโจทก์จึงยังคงไม่มีนิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานเรื่อยมา การที่ต่อมาศาลแรงงานภาค 1 พิจารณาคดีใหม่และมีคำพิพากษาอนุญาตให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์และคดีถึงที่สุดแล้ว เมื่อจำเลยกับโจทก์ยังคงไม่มีนิติสัมพันธ์เป็นนายจ้างกับลูกจ้างตลอดมา จำเลยจึงไม่จำต้องแสดงเจตนาเลิกจ้างโจทก์ตามที่ศาลแรงงานภาค 1 อนุญาตอีก โจทก์ไม่ได้เป็นลูกจ้างจำเลยในช่วงระยะเวลาตามคำฟ้อง ย่อมไม่มีสิทธิเรียกค่าจ้างและเงินโบนัสตามฟ้องจากจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8247/2568 นาย ก. โจทก์ บริษัท ค. จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย ก. · จำเลย - บริษัท ค.
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล · พงษ์รัตน์ เครือกลิ่น · เริงศักดิ์ วิริยะชัยวงศ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแรงงานภาค 1 - นายชัยเทพ จันทนจุลกะ · ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ - นายเกื้อ วุฒิปวัฒน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำร.140/2567

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6947/2557ฎีกา 1596/2529ฎีกา 8880-8886/2542ฎีกา 4688/2529ฎีกา 6232/2534ฎีกา 2845-2847/2546ฎีกา 7420/2537ฎีกา 5924/2534ฎีกา 3555/2534ฎีกา 1389/2544ฎีกา 3180/2530ฎีกา 1683/2535ฎีกา 8013/2538ฎีกา 785/2532ฎีกา 4839-4840/2548ฎีกา 2675/2524ฎีกา 7791/2556ฎีกา 3567-3568/2539ฎีกา 2832-2833/2545ฎีกา 3815/2529ฎีกา 1849/2531ฎีกา 6265/2531ฎีกา 2354/2528ฎีกา 2085/2527
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา