⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 195/2531

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 195/2531

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การโอนสิทธิการเช่าโทรศัพท์ย่อมมีผลสมบูรณ์นับแต่วันที่ทำสัญญาซื้อขายกัน โดยการดำเนินการเปลี่ยนชื่อผู้เช่าเป็นเพียงพิธีการเท่านั้น

ย่อคำพิพากษา

อุทธรณ์ของผู้ร้องที่ว่า การที่ผู้ร้องและจำเลยได้ยื่นคำขอโอนสิทธิการเช่าโทรศัพท์ ณ ที่ทำการชุมสายโทรศัพท์ ถือได้ว่าการโอนสิทธิการเช่าโทรศัพท์ของผู้ร้องมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้วตั้งแต่วันที่ได้ทำคำขอโอนสิทธิการเช่าโทรศัพท์และเป็นการปฏิบัติถูกต้องตามวิธีการโอนสิทธิเรียกร้องอันถือได้ว่าองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยได้ยินยอมให้มีการโอนสิทธิการเช่าโทรศัพท์ดังกล่าวแล้ว เป็นอุทธรณ์ข้อกฎหมาย จำเลยและผู้ร้องได้ตกลงโอนขายสิทธิการเช่าโทรศัพท์ต่อกันทั้งได้ทำคำขอโอนและรับโอนการเช่าโทรศัพท์ร่วมกันต่อองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยก็รับทราบและได้แจ้งให้จำเลยและผู้ร้องไปชำระเงินค่าโอนย้ายโทรศัพท์แล้ว อีกทั้งผู้ร้องก็ได้ชำระราคาให้จำเลยและจำเลยได้ส่งมอบเครื่องโทรศัพท์ไว้ในครอบครองของผู้ร้องแล้วตั้งแต่วันทำสัญญาซื้อขายดังนั้นการโอนสิทธิการเช่าโทรศัพท์รายนี้ย่อมมีผลสมบูรณ์ตั้งแต่ขณะทำสัญญาเสร็จการที่จะไปทำการเปลี่ยนชื่อผู้เช่าโทรศัพท์จากจำเลยมาเป็นชื่อผู้ร้องเป็นแต่เพียงแบบพิธีการเท่านั้น.(ที่มา-ส่งเสริม)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.224 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.453 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.461

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานำยึดสิทธิการเช่าโทรศัพท์อ้างว่าเป็นทรัพย์ของจำเลยเพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่า สิทธิการเช่าโทรศัพท์เป็นของผู้ร้อง โดยซื้อมาจากจำเลยในราคา 10,000 บาท ขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด โจทก์ให้การว่า การโอนสิทธิการเช่าโทรศัพท์ได้กระทำภายหลังการยึดทรัพย์ของเจ้าพนักงานบังคับคดี สิทธิการเช่าโทรศัพท์จึงยังเป็นของจำเลย ขอให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้อง ให้ผู้ร้องชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 200 บาท ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า คดีของผู้ร้องมีทุนทรัพย์ไม่เกิน 20,000บาท ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้อง คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่ผู้ร้องค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว 'คดีนี้เป็นคดีซึ่งมีทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกินสองหมื่นบาท ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 อุทธรณ์ของผู้ร้องที่ว่าการที่ผู้ร้องและจำเลยได้ยื่นคำขอโอนสิทธิการเช่าโทรศัพท์ ณ ที่ทำการชุมสายโทรศัพท์ ถือได้ว่าการโอนสิทธิการเช่าโทรศัพท์ของผู้ร้องมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้วตั้งแต่วันที่ได้ทำการขอโอนสิทธิการเช่าโทรศัพท์ และเป็นการปฏิบัติถูกต้องตามวิธีการโอนสิทธิเรียกร้องอันถือได้ว่าองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยได้ยินยอมให้มีการโอนสิทธิการเช่าโทรศัพท์ดังกล่าวแล้ว เป็นอุทธรณ์ข้อกฎหมาย ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า อุทธรณ์ของผู้ร้องเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทกฎหมายมาตราดังกล่าวจึงไม่ชอบ ผู้ร้องยังมีสิทธิฎีกาต่อมาได้ และศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวตามฎีกาของผู้ร้องไปเสียเลย โดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยใหม่และในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238และมาตรา 247 ปรากฏว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าเมื่อประมาณเดือนสิงหาคม 2527 จำเลยได้ตกลงขายบ้าน ที่ดินและสิทธิการเช่าโทรศัพท์หมายเลข 242186 ให้แก่ผู้ร้องโดยสิทธิการเช่าโทรศัพท์ตกลงราคากัน 10,000 บาท จำเลยได้รับเงินครบถ้วนแล้ว และได้นัดโอนสิทธิการเช่าโทรศัพท์กันในวันหลัง ต่อมาวันที่ 22 ตุลาคม 2527 จำเลยและผู้ร้องได้ร่วมกันไปยื่นคำร้องขอโอนสิทธิการเช่าโทรศัพท์ ตามเอกสารหมาย ร.1 พร้อมกันนั้นผู้ร้องก็ได้ยื่นคำร้องขอย้ายที่ติดตั้งดทรศัพท์ต่อองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยด้วย วันที่25 มีนาคม 2528 ชุมสายโทรศัพท์นครราชสีมาได้แจ้งให้ผู้ร้องไปชำระเงินค่าโอนย้ายโทรศัพท์ ผู้ร้องได้ชำระเงินและเซ็นสัญญากับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยในวันที่ 27 มีนาคม 2528แต่ถูกโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดสิทธิการเช่าโทรศัพท์เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2528 และศาลฎีกาเห็นสมควรฟังข้อเท็จจริงต่อไปด้วยว่า ผู้ร้องได้รับมอบเครื่องโทรศัพท์ไว้ในความครอบครองพร้อมกับบ้านที่ซื้อจากจำเลย โดยผู้ร้องให้นางสาววรรณี สกลจิตตินภากุล พี่สาวจำเลยเช่าบ้านที่ซื้อต่อมาในราคาเดือนละ 3,000 บาท ปรากฏตามเอกสารหมาย ร.11 ผู้ร้องฎีกาว่า เมื่อจำเลยได้ตกลงโอนสิทธิการเช่าโทรศัพท์ให้ผู้ร้อง ได้มีการชำระราคาและส่งมอบโทรศัพท์ที่เช่าจนจำเลยและผู้ร้องได้ไปยื่นคำขอโอนสิทธิการเช่าโทรศัพท์ ณที่ทำการชุมสายโทรศัพท์นครราชสีมาแล้ว การโอนสิทธิการเช่าโทรศัพท์ย่อมมีผลสมบูรณ์นับแต่วันทำคำขอโอนดังกล่าว พิเคราะห์แล้วเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยและผู้ร้องได้ตกลงโอนขายสิทธิการเช่าโทรศัพท์ต่อกัน ทั้งได้ทำคำขอโอนและรับโอนการเช่าโทรศัพท์ร่วมกันต่อองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย และองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยก็รับทราบและได้แจ้งให้จำเลยและผู้ร้องไปชำระเงินค่าโอนย้ายโทรศัพท์แล้ว อีกทั้งผู้ร้องก็ได้ชำระราคาให้จำเลยและจำเลยได้ส่งมอบเครื่องโทรศัพท์ไว้ในความครอบครองของผู้ร้องแล้วตั้งแต่วันทำสัญญาซื้อขาย คือวันที่ 22 ตุลาคม 2527ดังนั้น การโอนสิทธิการเช่าโทรศัพท์รายนี้ย่อมมีผลสมบูรณ์ตั้งแต่ขณะทำสัญญาเสร็จ การที่จะไปทำการเปลี่ยนชื่อผู้เช่าโทรศัพท์จากจำเลยมาเป็นชื่อผู้ร้องเป็นแต่เพียงแบบพิธีการเท่านั้น สิทธิการเช่าโทรศัพท์จึงไม่ใช่ของจำเลย แต่เป็นของผู้ร้อง โจทก์ไม่มีสิทธินำยึดการเช่าโทรศัพท์ดังกล่าว ฎีกาผู้ร้องฟังขึ้น' พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 195/2531 นาย เชิด พันธุ์ บรรพะสุขะ โจทก์ นาง วัลลีย์ เอื้อ อาภรณ์ ผู้ร้อง นาย รัฐ พล สกลจิตตินภากุ ล จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย เชิด พันธุ์ บรรพะสุขะ · ผู้ร้อง - นาง วัลลีย์ เอื้อ อาภรณ์ · จำเลย - นาย รัฐ พล สกลจิตตินภากุ ล
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์ · ไมตรี กลั่นนุรักษ์ · ประวิทย์ ขัมภรัตน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4630/2534ฎีกา 121/2542ฎีกา 566/2551ฎีกา 1311/2494ฎีกา 1867/2530ฎีกา 4951/2533ฎีกา 1341/2510ฎีกา 846/2511ฎีกา 1129/2533ฎีกา 4385/2540ฎีกา 6912/2554ฎีกา 601/2518ฎีกา 3514/2524ฎีกา 438/2517ฎีกา 138/2534ฎีกา 379/2511ฎีกา 1908/2537ฎีกา 10736/2555ฎีกา 2886/2531ฎีกา 688/2497ฎีกา 2726/2528ฎีกา 1753/2548ฎีกา 588/2524ฎีกา 166/2530
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา